
“ทองคำ-เงินสด-สินไหม” เสียภาษีมรดก 0 บาท เปิด 4 ทรัพย์สินที่ต่อให้รับ เกิน 100 ล้านไม่ต้องเสียภาษีมรดก
เคยสงสัยกันไหมว่า... ถ้าวันหนึ่งเราได้รับมรดกตกทอดจากคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ใหญ่ในครอบครัวมูลค่าหลายสิบล้าน หรือพุ่งไปถึง "หลักร้อยล้าน" เราจะต้องโดนสรรพากรตามเก็บ "ภาษีมรดก" จนเหงื่อตกเลยหรือไม่?
จริงๆ แล้ว เรื่องภาษีมรดก เป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้าม เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของ "มหาเศรษฐี" เท่านั้น แต่เชื่อไหมว่า ถ้าเราไม่ศึกษาไว้ให้ดี วันที่เราต้องรับมรดกจริงๆ อาจจะกลายเป็นว่าเราต้องวิ่งหาเงินสดก้อนโตมาจ่ายภาษีแบบไม่ทันตั้งตัว
เพราะถ้าทรัพย์สินส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป ต้องเสียภาษีในอัตรา 5% - 10% คิดคำนวณออกมาเป็นตัวเงินแล้ว ไม่ใช่บาทสองบาท แต่เป็นหลักล้านหรือหลักสิบล้านเลยทีเดียว
แต่ทุกคนรู้หรือไม่ว่า กฎหมายภาษีมรดกของไทยไม่ได้เก็บภาษีจากทรัพย์สินทุกประเภท เพราะเขายังมี "ข้อยกเว้น" ให้กับทรัพย์สินบางประเภท ต่อให้ทรัพย์สินนั้นจะมีมูลค่ามหาศาลเกิน 100 ล้านบาท ก็ไม่ต้องเสียภาษีมรดกเลยสักบาท
วันนี้ The Money Trends จะพาทุกคนไปเจาะลึกและไขข้อข้องใจแบบเข้าใจง่ายๆ ว่า ทรัพย์สินแบบไหนต้องเสียภาษี? แล้วทรัพย์สินแบบไหนที่รับไปเต็มๆ แบบไม่ต้องแบ่งให้สรรพากร พร้อมเทคนิคการวางแผนมรดกฉบับคนฉลาดเลือก ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย
เช็กก่อน ทรัพย์สิน 5 ประเภทที่ต้องเสียภาษีมรดก
ก่อนที่เราจะไปดูอะไรบ้างที่ไม่เสีย เราต้องรู้ก่อนว่า ทรัพย์สินแบบไหนบ้างที่อยู่ในขอบเขตของการเสียภาษีการรับมรดกบ้าง ซึ่งกฎหมายระบุไว้ชัดเจน 5 ประเภท ได้แก่
1. อสังหาริมทรัพย์: บ้าน, คอนโด, ที่ดิน, อาคารพาณิชย์ ทั้งหลาย
2. หลักทรัพย์ตามกฎหมายตลาดหลักทรัพย์: หุ้นกู้, หุ้นสามัญ, กองทุนรวม, พันธบัตรรัฐบาล ฯลฯ
3. เงินฝากธนาคาร: เงินฝากในสถาบันการเงิน หรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะเดียวกันที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งเจ้ามรดกมีสิทธิถอนคืน
4. ยานพาหนะที่มีทะเบียน: รถยนต์, รถจักรยานยนต์, เรือ, เครื่องบิน
5. ทรัพย์สินทางการเงินอื่นๆ: ที่อาจมีกำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาในอนาคต
เงื่อนไขและอัตราการเสียภาษีมรดก
เสียภาษีเฉพาะมูลค่ามรดกส่วนที่ เกิน 100 ล้านบาท เท่านั้น (100 ล้านบาทแรก ฟรี)
- บุพการีหรือผู้สืบสันดาน (พ่อ แม่ ลูก หลาน) เสียภาษีในอัตรา 5% ของส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท
- ทายาทคนอื่นๆ (พี่ น้อง ป้า น้า อา หรือบุคคลภายนอก) เสียภาษีในอัตรา 10% ของส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท
4 กลุ่มทรัพย์สินที่ยกเว้นภาษีมรดก
มาถึงไฮไลต์สำคัญ ถ้าเราไม่อยากให้ทายาทต้องมานั่งกุมขมับจ่ายภาษีมรดกแพงๆ สามารถวางแผนทรัพย์สิน 4 กลุ่มนี้ได้
1. ทรัพย์สินที่ไม่มีการขึ้นทะเบียนระบุชื่อเจ้าของ
เช่น ทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ เพชร พลอย อัญมณี เครื่องประดับมูลค่าสูง ภาพวาดศิลปะ วัตถุโบราณ งานประติมากรรม สินค้าแบรนด์เนม นาฬิกาหรู รวมไปถึงเงินสด ที่ไม่ได้ฝากไว้กับธนาคาร (เช่น เงินสดในตู้เซฟ)
ทรัพย์สินเหล่านี้ ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนที่ตีตราระบุตัวตนเจ้าของอย่างเป็นทางการ เมื่อไม่มีทะเบียนระบุชื่อ เมื่อเจ้ามรดกส่งต่อให้ทายาท จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขทรัพย์สิน 5 ประเภทข้างต้น ทำให้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีมรดก ต่อให้ในตู้เซฟจะมีทองคำหรือเงินสดมูลค่า 200 ล้านบาท ทายาทก็รับไปเลยเต็มๆ โดยไม่ต้องเสียภาษีมรดกสักบาทเดียว
2. เงินสินไหมทดแทนจากประกันชีวิต
หลายคนมักเข้าใจผิดว่า เงินประกันชีวิตคือมรดก แต่ตามกฎหมายแล้ว "เงินสินไหมทดแทนจากประกันชีวิต ไม่ใช่มรดก"
เหตุผลก็เพราะว่า "มรดก" คือทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนหรือขณะที่เจ้ามรดกเสียชีวิต แต่ "เงินสินไหมทดแทน" เป็นเงินที่ เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้เอาประกันเสียชีวิตไปแล้ว ตามเงื่อนไขสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทประกัน
ดังนั้น เงินก้อนนี้ที่ระบุชื่อ "ผู้รับประโยชน์" ไว้อย่างชัดเจน จะตกเป็นของผู้รับประโยชน์ทันทีโดยตรง โดยไม่ต้องนำมารวมเป็นมรดก และได้รับการยกเว้นภาษีมรดก 100% ไม่ว่าทุนประกันจะสูงถึง 100 ล้าน หรือ 500 ล้านบาทก็ตาม
3. ทรัพย์สินที่ยกให้คู่สมรส
ได้รับการยกทรัพย์สินทุกชนิด ไม่ว่าจะบ้าน ที่ดิน หุ้น หรือเงินฝาก ถ้าให้แก่ "คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย" ก็ได้รับการยกเว้นภาษีมรดกทั้งหมด
ต่อให้สามียกที่ดินมูลค่า 500 ล้านบาทให้ภรรยาที่จดทะเบียน ภรรยาก็ไม่ต้องเสียภาษีมรดกแม้แต่บาทเดียวแต่เน้นย้ำว่า ต้องเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสเท่านั้น
4. ทรัพย์สินที่ยกให้แก่สาธารณประโยชน์
สำหรับผู้ที่ต้องการคืนประโยชน์กลับสู่สังคม กฎหมายก็มีเว้นช่องไว้ให้เช่นกันครับ ทรัพย์สินที่ยกให้แก่
- กิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์
- หน่วยงานของรัฐ และนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศาสนา การศึกษา หรือสาธารณประโยชน์
- บุคคลหรือองค์กรระหว่างประเทศ ตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีต่อพันธมิตรหรือนานาชาติ
ทรัพย์สินในกลุ่มนี้ จะได้รับการยกเว้นภาษีมรดกทั้งหมด เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการทำประโยชน์แก่สังคมนั่นเองครับ
ประโยชน์สำหรับ เจ้ามรดก vs ทายาท
พอเห็นภาพชัดเจนแบบนี้แล้ว ทั้งฝั่ง "คนให้" และ "คนรับ" สามารถนำข้อมูลนี้ไปปรับใช้ในการวางแผนมรดกได้
สำหรับฝั่งเจ้ามรดก (ผู้ให้)
ถ้าเรารู้ตัวว่าเรามีทรัพย์สินรวมกันเกิน 100 ล้านบาทแน่นอน และไม่อยากให้ลูกหลานต้องเดือดร้อนวิ่งหาเงินก้อนมาจ่ายภาษี เราอาจจะปรับพอร์ตทรัพย์สินบางส่วน เช่น บริหารผ่าน "ประกันชีวิตทุนสูง" หรือแปลงสภาพทรัพย์สินบางส่วนเป็น "ทองคำ/สินทรัพย์ทางเลือก" หรือวางแผน "ให้คู่สมรส" เพื่อช่วยลดภาระภาษีให้ทายาทในอนาคตได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
สำหรับฝั่งทายาท (ผู้รับ)
ในวันที่ต้องมีการเจรจาตกลงแบ่งสันปันส่วนมรดกในหมู่พี่น้อง การเลือกรับทรัพย์สินที่ ไม่มีทะเบียนตีตรา (เช่น ทองคำ หรือเงินสด) อาจสร้างความคุ้มค่าและได้ประโยชน์ทางภาษีมากกว่าการรับอสังหาริมทรัพย์หรือหุ้นที่มีมูลค่าเท่ากัน แต่ต้องโดนหักภาษีมรดก
สรุป
"ภาษีมรดก" ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากเราเข้าใจกฎเกณฑ์และรู้จักวางแผนล่วงหน้า การส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูกหลานก็จะเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพที่สุด
การเลือกจัดสรรทรัพย์สินให้อยู่ในฝั่งที่ "ได้รับการยกเว้นภาษี" ในสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดเงินได้หลักล้าน แต่ยังช่วยลดความยุ่งยากในอนาคตได้อย่างดี
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

AI และ Data Center มาแน่ แต่ทำไมกองทุนที่ ‘แคธี วูด’ ลงทุ...
ท่ามกลางข้อถกเถียงต่อประโยชน์ที่จับต้องได้ของ Data Center ทั้งในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก...

ไม่บริหารเอง แต่ “รวยขึ้น” วิธีจัดการ “ความมั่งคั่ง” แบบต...
หนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในอเมริกา สินทรัพย์โตขึ้นทุกปี โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมานั่ง...

มีเงินหลายล้าน อย่าแค่ “แยกบัญชี” แต่ต้อง “แยกธนาคาร” ด้ว...
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อมูลจากการคาดการณ์ของ LH Bank ที่ออกมาเปิดเผยว่าตอนนี้คนไทยที่มีสินท...

ทำไมเราไม่ควรมอง “ประกัน”เป็น “การลงทุน...
ในการวางแผนการเงินที่ดีต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Wealth Protection (การปกป้องความมั่...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
