
มนุษย์บินผ่านด้านมืดของดวงจันทร์ได้สำเร็จ และ Supply Chain ของไทยก็อยู่ในเกมนี้ด้วย
เมื่อเช้าที่ผ่านมา ณ เวลา 06.35 น. (ตามเวลาไทย วันที่ 7 เมษายน 2026) สัญญาณวิทยุระหว่างโลกกับนักบินอวกาศ 4 คนของ NASA ขาดหายไปประมาณ 40 นาที
นั่นคือช่วงที่ยาน Orion ชื่อ "Integrity" บินผ่านด้านมืดของดวงจันทร์ พื้นที่ที่มนุษย์ไม่เคยเห็นด้วยตาเปล่าโดยตรงมาตลอดประวัติศาสตร์ รวมถึงยุค Apollo ด้วย
เมื่อสัญญาณกลับมา Christina Koch กล่าวกับ Mission Control ว่า สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในชีวิต คือการเห็นโลกโผล่กลับขึ้นมาจากขอบดวงจันทร์อีกครั้งหลังผ่านความมืดสนิท
ภารกิจ Artemis II เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2026 จาก Kennedy Space Center โดยจรวด SLS พาทีม 4 คน ได้แก่ Reid Wiseman, Victor Glover, Christina Koch (NASA) และ Jeremy Hansen (CSA แคนาดา) ออกเดินทางสู่ดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในรอบ 53 ปี ทำสถิติระยะทางไกลที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่ 406,860 กิโลเมตร แซง Apollo 13 ไปกว่า 6,700 กม. และคาดว่า Orion จะกระเด็นลงมหาสมุทรแปซิฟิกนอกชายฝั่งซานดิเอโกในวันที่ 10 เมษายนนี้
ทำไมภารกิจนี้ถึงสำคัญ?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่จรวดหรือนักบินอวกาศ
ตามรายงานของ McKinsey & Company และ World Economic Forum มูลค่าเศรษฐกิจอวกาศโลกจะเติบโตจาก 630,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2023 ไปสู่ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2035 — อัตราการเติบโตสูงกว่า GDP โลกถึง 2 เท่า
แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ คาดกันว่ามากกว่า 60% ของการเติบโตนั้นจะมาจากอุตสาหกรรมที่ไทยมีฐานอยู่แล้ว ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม, logistics, เกษตรกรรม, และการสื่อสารดิจิทัล ไม่ใช่แค่บริษัทจรวดอเมริกัน
l> อย่างไรก็ตาม ในภารกิจครั้งนี้จะยังไม่มี payload จากไทย แต่มี “ชื่อของคนไทย” กว่าแสนชื่อที่กำลังบินไปกับยาน Orion ใน SD card จากโครงการ Send Your Name to Space ของ NASA ชื่อเหล่านี้จะเดินทางไกลที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์และผ่านด้านมืดของดวงจันทร์พร้อมลูกเรือ เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า “คนไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของก้าวย่างครั้งประวัติศาสตร์นี้”
ห่วงโซ่ Supply Chain ไทย: ไม่ใช่แค่ "อาหาร" อีกต่อไป
หลายคนอาจนึกถึงไก่ CPF ที่บินขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ในภารกิจ Axiom Mission 4 (Ax-4) โดยยาน SpaceX Dragon เมื่อช่วงกลางปี 2025 ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่ภาพรวมของไทยใน space supply chain กว้างกว่านั้นมาก และกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
1. เทคโนโลยีดาวเทียม: mu Space ก้าวที่แท้จริง
เมื่อเดือนเมษายน 2025 mu Space Corp (มิว สเปซ) เป็นสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอวกาศและผู้ผลิตดาวเทียมสัญชาติไทย ก่อตั้งเมื่อปี 2017 โดยคุณวรายุทธ เย็นบำรุง กลายเป็นบริษัทไทยเอกชนรายแรกที่ส่งมอบชิ้นส่วนดาวเทียม meta-surface patch antenna ความถี่ S-band ให้กับ GISTDA ณ ศูนย์ประกอบดาวเทียมแห่งชาติ (AIT) ที่ศรีราชา นี่คือ "Made in Thailand" จริง ๆ ใน supply chain อวกาศโลก ไม่ใช่แค่การประกอบหรือรับจ้างผลิต
2. วิทยาศาสตร์ชีวิต: ทีม Chulabhorn Royal Academy
โครงการ TIGERS-X (Thailand Innovative G-force varied Emulsification Research for Space Exploration) จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์กำหนดส่งขึ้น ISS ผ่าน SpaceX resupply mission ในช่วงกลางปี 2026 นี่คือการทดลองวิทยาศาสตร์ระดับโลกที่มีแบรนด์ไทยติดอยู่บนอวกาศ
3. ดาวเทียมไทย 100%: THEOS-3
GISTDA กำลังพัฒนา THEOS-3 ซึ่งเป็นดาวเทียมที่ผลิตในไทย 100% โดยมีกำหนดปล่อยระหว่างปี 2026-2027 และจะช่วยสร้างระบบนิเวศอวกาศในประเทศอย่างจริงจัง
4. Spaceport ไทย: โอกาสที่ใหญ่กว่าที่คิด
GISTDA ร่วมกับ KPMG เริ่มทำ feasibility study เพื่อพัฒนาท่าอวกาศในไทย โดยมีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ที่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ช่วยลดต้นทุนพลังงานในการปล่อยดาวเทียม พื้นที่ที่กำลังศึกษา ได้แก่ อู่ตะเภา และชายฝั่งสัตหีบ
5. พันธมิตรญี่ปุ่น: ยกระดับ EEC สู่ Space Hub
ในการประชุม Japan-Thailand Space Industry Forum เมื่อมีนาคม 2026 ทั้งสองประเทศตั้งเป้าสร้าง Thailand Earth Observation Satellite Constellation และพัฒนา Spaceport ในพื้นที่ EEC ร่วมกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ MOU ระหว่าง MHESI และ METI ของญี่ปุ่น
Artemis Accord = ประตูเปิดทางธุรกิจ ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์
เมื่อวันที่ 24-25 มีนาคม 2026 ผู้อำนวยการ GISTDA ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ นำคณะเดินทางไปพบ NASA Administrator Jared Isaacman ที่ Washington D.C. โดยตรง และไทยเป็นประเทศ ASEAN เพียงชาติเดียวที่ส่ง Head of Space Agency ไปร่วม NASA Ignition Event ในฐานะที่ไทยเป็น Artemis Accords signatory (ประเทศที่ 51) จึงได้รับสถานะ “partner nation” และกำลังจัดทำ White Paper เพื่อเสนอ payload จริงใน Artemis III-IV (ปี 2028 เป็นต้นไป)
นี่ไม่ใช่การ "ส่งแขกไปเที่ยว" แต่คือการเปิดโต๊ะเจรจาสัญญาจริง สำหรับ Artemis III-IV (ภารกิจลงจอดจริง ปี 2028 เป็นต้นไป)
มองเรื่องลงทุน: ต้องคิดเป็น "ชั้น ๆ"
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการศึกษาเกี่ยวกับธีมนี้ มีอย่างน้อย 3 ชั้นที่ต่างกันทั้งความเสี่ยงและผลตอบแทน
ชั้นที่ 1 — หุ้นอเมริกัน (Direct Prime Contractors)
Lockheed Martin (LMT), Northrop Grumman (NOC), L3Harris (LHX) คือบริษัทที่รับเงิน NASA โดยตรง ได้รับประโยชน์จาก backlog สัญญาที่ชัดเจน แต่ราคาหุ้นผันผวนตามงบประมาณรัฐบาลสหรัฐฯ
ชั้นที่ 2 — ETF อวกาศ (Diversified Exposure)
ARKX เน้นบริษัทที่ enable การพัฒนาอวกาศ เช่น AI, robotics, 3D printing โดยให้ผลตอบแทนราว 18.96% ใน 3 เดือนล่าสุด ขณะที่ UFO มุ่งเน้น pure-play space มากกว่า โดยให้ผลตอบแทน 38.3% ในช่วงเดียวกัน สามารถเข้าถึงได้ผ่านโบรกเกอร์ไทยที่เปิดบัญชีต่างประเทศ เช่น Yuanta, Bualuang, SCB
ชั้นที่ 3 — หุ้นไทยใน Ecosystem (Indirect Play)
บริษัทไทยที่อยู่ใน supply chain จริง ๆ ส่วนใหญ่ยังเป็น private หรือ startup เช่น mu Space แต่นักลงทุนสามารถติดตามหุ้นในกลุ่ม เกษตร-อาหาร, วัสดุศาสตร์ขั้นสูง, และ deep tech ที่มีศักยภาพเชื่อมกับ spinoff เทคโนโลยีจากอวกาศในอนาคต
⚠️ ความเสี่ยงหลักที่ต้องรู้
- งบประมาณ NASA ไม่คงที่ — หากรัฐสภาสหรัฐฯ ลดงบ หุ้น prime contractor จะได้รับผลกระทบโดยตรง
- ความล่าช้าของภารกิจ — Artemis III-IV อาจเลื่อนออกไปอีก ซึ่งกระทบ timeline ทางธุรกิจทั้งหมด
- ETF อวกาศผันผวนสูง — ไม่เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ
- โอกาสของไทยยังอยู่ในช่วง "เริ่มต้น" — ยังไม่มีรายได้ชัดเจนจากสัญญา Artemis จริง ๆ
⚠️ บทความนี้เป็นเพียงข้อมูลและมุมมองทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้แนะนำการลงทุนที่ได้รับใบอนุญาตก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

AI และ Data Center มาแน่ แต่ทำไมกองทุนที่ ‘แคธี วูด’ ลงทุ...
ท่ามกลางข้อถกเถียงต่อประโยชน์ที่จับต้องได้ของ Data Center ทั้งในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก...

ไม่บริหารเอง แต่ “รวยขึ้น” วิธีจัดการ “ความมั่งคั่ง” แบบต...
หนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในอเมริกา สินทรัพย์โตขึ้นทุกปี โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมานั่ง...

มีเงินหลายล้าน อย่าแค่ “แยกบัญชี” แต่ต้อง “แยกธนาคาร” ด้ว...
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อมูลจากการคาดการณ์ของ LH Bank ที่ออกมาเปิดเผยว่าตอนนี้คนไทยที่มีสินท...

ทำไมเราไม่ควรมอง “ประกัน”เป็น “การลงทุน...
ในการวางแผนการเงินที่ดีต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Wealth Protection (การปกป้องความมั่...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
