สัมภาษณ์พิเศษกับคุณเจ็กกี้ สุธน สิงหสิทธางกูร วิธีใช้ AI ให้เป็นผู้ช่วยคิด ไม่ใช่ “เครื่องตัดสินใจแทน” พร้อมมุมมองลงทุนไทย เวียดนาม สหรัฐฯ และจีน

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

27 May 2026

ในยุคที่ข้อมูลการลงทุนหลั่งไหลเข้ามาจนตามแทบไม่ทัน นักลงทุนหลายคนเริ่มหันมาใช้ AI เป็นผู้ช่วยวิเคราะห์หุ้น ค้นข้อมูล และตอบคำถามด้านการลงทุนกันมากขึ้น

แต่คำถามที่ตามมาก็คือ ควรเริ่มใช้ยังไง? และเชื่อได้มากแค่ไหน? The Money Trends ได้มีโอกาสสัมภาษณ์สั้นๆ กับคุณเจ็กกี้ สุธน สิงหสิทธางกูร เพื่อหาคำตอบ และนี่คือสิ่งที่เราสรุปมาฝาก

ดูแค่กำไรไม่พอ ต้องดู "Key Metric”

ทุกวันนี้ คนทั่วไปมักใช้ AI เพื่อสรุปรายได้หรืออ่านข่าวทั่วไป หรือแม้กระทั่งถามตรงๆ เลยว่าควรซื้อไหมแต่ซึ่งเรารู้กันดีว่านี่ไม่ใช่การที่ถูกต้อง

เราก็เลยถามคุณเจ็กกี้ว่า “เราต้องถามยังไงให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง”
คุณแจ็คกี้แนะนำให้โฟกัสการถามไปที่ "Key Metric" ของแต่ละอุตสาหกรรมแทน

*คุณเจ็กกี้บอกว่าที่ต้องถาม Key Metric ก็เพราะมันคือตัวเลขนำ (Leading Indicator) ที่สะท้อนทิศทางธุรกิจได้เร็วกว่างบการเงิน เช่น

  • กลุ่มโรงพยาบาล → ดูอัตราการครองเตียง (Bed Occupancy Rate)
  • กลุ่มโรงแรม → ดู RevPAR (Revenue Per Available Room)

ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ AI สามารถดึงข้อมูลเหล่านี้จากข่าว บทสัมภาษณ์ผู้บริหาร หรือรายงานอุตสาหกรรม ทำให้เราเห็นสัญญาณฟื้นตัวหรือชะลอตัวก่อนที่ผลประกอบการจริงจะออกมา

ปัญหา AI "หลอน" แก้ยังไงให้ใช้ได้จริง

คุณแจ็กกี้ยอมรับตรงๆ ว่า ถ้าใช้ AI แค่ตัวเดียว โอกาสหลอนก็มีอยู่เสมอ

แนวทางที่ช่วยลดความผิดพลาดได้จริงคือ

  • ใช้ AI 2 - 3 ตัวเปรียบเทียบคำตอบกัน
  • ใช้ NotebookLM โดยอัปโหลดไฟล์ Annual Report หรือ 56-1 ลงใน Google Drive แล้วให้ AI อ้างอิงเฉพาะข้อมูลจากเอกสารนั้น ซึ่งวิธีนี้ช่วยลดโอกาสที่ AI จะดึงข้อมูลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือสร้างคำตอบขึ้นมาเองได้มากพอสมควร

เทคนิค Prompt ที่ลองทำได้เลย

อีกไอเดียที่น่าสนใจคือการสร้าง "อวตาร" นักลงทุนระดับโลกให้ AI

แนวคิดง่ายๆ คือนำบทสัมภาษณ์ วิธีคิด หรือบทความของนักลงทุนที่เราชื่นชม ป้อนให้ AI เรียนรู้ แล้วลองตั้งคำถามเช่น "ถ้าเป็นนักลงทุนคนนี้ จะซื้อหุ้นนี้ไหม?"

แต่มีข้อควรระวังหนึ่งอย่าง อย่าใช้ AI ในช่วงที่ตลาดกำลัง FOMO เพราะ AI มักดึงข้อมูลจากกระแส Social ในช่วงนั้นมาสนับสนุนคำตอบ ซึ่งยิ่งทำให้เราเชื่อมั่นผิดๆ ได้ง่ายขึ้น

ตลาดหุ้นไทย เวียดนาม สหรัฐฯ จีน — ต่างกันยังไง?

คุณเจ็กกี้แบ่งตลาดหุ้นตาม "สเตจ" ของนักลงทุน

ไทย — สาย Protect Wealth

เหมาะกับคนที่มีพอร์ตใหญ่และต้องการความมั่นคง หุ้นปันผลไทยมีข้อได้เปรียบเรื่องเครดิตภาษีคืนที่หลายประเทศไม่มี

เวียดนาม — เหมือนไทม์แมชชีนย้อนเวลา

เวียดนามวันนี้ คล้ายตลาดหุ้นไทยเมื่อ 8–9 ปีก่อน ใครที่เคยพลาดหุ้นค้าปลีกหรือหุ้นเติบโตของไทย อาจมองเวียดนามเป็นโอกาสที่คล้ายกัน

สหรัฐฯ และจีน — สาย Megatrend

สำหรับคนที่ต้องการการเติบโตระดับเปลี่ยนชีวิต ตลาดสหรัฐฯ ยังเป็นคำตอบ แต่ต้องระวังจังหวะเข้า เพราะถ้าเข้าช่วงปลายรอบ ความเสี่ยงจะสูงขึ้นมาก ส่วนจีน นอกจากหุ้นเทคฯ แล้ว ยังมีหุ้นปันผลบางตัวที่ให้ Dividend Yield สูงกว่า 10% ต่อปี เหมาะกับคนที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอ

สรุป

ถ้าอยากให้ AI ใช้ในการลงทุนทุกวันนี้มันไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด แต่สิ่งสำคัญคือต้องมีระบบตรวจสอบ และเข้าใจข้อจำกัดของมัน โดยอาจเริ่มจากอุตสาหกรรมที่คุ้นเคย ใช้ AI หลายตัวช่วยกัน cross-check และอย่าลืม AI ควรเป็น "เครื่องมือช่วยคิด" ไม่ใช่ "เครื่องมือตัดสินใจแทน" และยิ่งเราเข้าใจธุรกิจที่ลงทุนมากแค่ไหน AI ก็ยิ่งมีประโยชน์มากแค่นั้น

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save