“ปั๊มน้ำมัน” ไม่ใช่แค่ที่เติมน้ำมัน: การเดิมพันครั้งใหม่ของ OR กับธุรกิจโรงแรมราคาประหยัดบนเทรนด์ Roadside Economy

“ปั๊มน้ำมัน” ไม่ใช่แค่ที่เติมน้ำมัน: การเดิมพันครั้งใหม่ของ OR กับธุรกิจโรงแรมราคาประหยัดบนเทรนด์ Roadside Economy

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

19 January 2026

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเวลาเราไปขับรถเที่ยวที่ญี่ปุ่น จุดพักรถของเขาถึงดู "มีชีวิตชีวา" จนน่าอิจฉา? มันไม่ได้มีแค่ห้องน้ำสะอาดหรือตู้กดน้ำ แต่มันคือ "Michi-no-Eki" (Roadside Station) หรือสถานีริมทางที่กลายเป็นแม่เหล็กดูดเงินมหาศาลจากนักท่องเที่ยว และที่น่าสนใจที่สุดคือ โมเดลนี้กำลังถูกนำมาใช้เป็น "พิมพ์เขียว" ในการปฏิวัติธุรกิจค้าปลีกริมทางทั่วโลก รวมถึงยักษ์ใหญ่สีฟ้าในบ้านเราอย่าง OR ด้วย

มันคือเทรนด์ที่เรียกว่า “The Roadside Economy” และ "โรงแรม" กำลังกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะมาอุดรอยรั่วและสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ให้กับ OR ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันที่กำลังไล่ล่าธุรกิจแบบเดิมๆ

Michi-no-Eki: เปลี่ยน "ทางผ่าน" ให้เป็น "จุดหมาย"

ย้อนกลับไปในปี 1993 ญี่ปุ่นริเริ่มโครงการ Michi-no-Eki ด้วยไอเดียง่ายๆ คือการสร้างจุดพักรถที่ปลอดภัย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันญี่ปุ่นมีสถานีเหล่านี้มากกว่า 1,200 แห่ง สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 2.1 แสนล้านเยนต่อปี

แต่จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจคือโปรเจกต์ "Trip Base Michi-no-Eki" ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่าง Sekisui House (ผู้พัฒนาอสังหาฯ) และ Marriott International (เชนโรงแรมระดับโลก) พวกเขาไม่ได้มองว่าปั๊มน้ำมันคือที่เติมน้ำมัน แต่มองมันเป็น "ฐานของนักเดินทาง" พวกเขาจึงสร้างโรงแรมแบรนด์ Fairfield by Marriott ติดกับ Michi-no-Eki กระจายไปทั่วญี่ปุ่น (ตอนนี้มีประมาณ 29 แห่ง)

ผลลัพธ์คืออะไร?

นักท่องเที่ยวไม่ได้แค่แวะเข้าห้องน้ำ 15 นาทีแล้วก็ไป แต่พวกเขา "ค้างคืน" ตื่นเช้ามาเดินตลาดเกษตรกรในสถานี ซื้อของฝากท้องถิ่น และออกไปเที่ยวชุมชนรอบๆ นี่คือการเปลี่ยน Traffic (ปริมาณรถ) ให้กลายเป็น Transaction (การจับจ่าย) ที่ทรงพลังที่สุด

โมเดลนี้พิสูจน์แล้วว่า "ที่พัก" คือกุญแจดอกสำคัญที่ไขประตูสู่เศรษฐกิจชุมชน (Local Economy) อย่างแท้จริง

The Roadside Economy: เมื่อถนนคือขุมทรัพย์ใหม่

เทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกคือ “The Roadside Economy” หรือเศรษฐกิจข้างทาง ซึ่งถูกเร่งปฏิกิริยาด้วยปัจจัย 2 ข้อหลักๆ:

1. The Rise of EV

รถยนต์ไฟฟ้าทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนจาก "Touch-and-Go" (เติมน้ำมัน 3 นาที) เป็น "Park-and-Wait" (ชาร์จไฟ 30-45 นาที) เวลาที่เพิ่มขึ้นนี้คือ "โอกาสทอง" ของธุรกิจ Retail เพราะ “เวลา” คือสกุลเงินใหม่ สิ่งท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าการลดลงของปริมาณการขายน้ำมัน คือการเปลี่ยนแปลงของ "พฤติกรรมการใช้เวลา" (Consumer Dwell Time)

2. Experience over Commodity

ผู้คนโหยหาประสบการณ์การเดินทางแบบ Road Trip ที่สัมผัสท้องถิ่นมากขึ้น โรงแรมริมทางจึงไม่ใช่แค่ที่พักราคาถูก แต่ต้องเป็น Lifestyle Hub ที่สะดวก สบาย และได้มาตรฐาน

แล้วทำไม OR ถึงสนใจเรื่องนี้?

ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย OR หรือ ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก กำลังเผชิญกับโจทย์หินที่สุดในรอบทศวรรษ

* กับดักกำไรขั้นต้น (Margin Squeeze): ธุรกิจน้ำมัน (Oil Business) มีกำไรบางและที่สำคัญคือผันผวนตามราคาน้ำมันโลก การพึ่งพายอดขายน้ำมันเพียงอย่างเดียวคือความเสี่ยงที่เยอะมาก

* Asset Utilization: OR มีที่ดินทำเลทองในมือกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ แต่ช่วงเวลากลางคืน (22.00 - 06.00 น.) พื้นที่เหล่านี้ค่อนข้างเงียบเหงาและไม่สร้างรายได้ กลายเป็น “Idle Asset” ที่อยู่เฉย

ซึ่งนี่คือจุดที่ "โรงแรมราคาประหยัด” สามารถเข้ามาเป็นพระเอกได้

การเติมโรงแรมเข้าไปใน Ecosystem ของ PTT Station ไม่ได้ทำเพื่อแข่งกับโรงแรม 5 ดาว แต่เพื่อแก้ปัญหาของนักเดินทางซึ่งในขณะเดียวกันก็แก้ปัญหาของธุรกิจตัวเองไปด้วย

* เปลี่ยน “คนที่เดินทางผ่าน" เป็น "ลูกค้าประจำ" จากเดิมที่ลูกค้าแวะแค่ 15 นาที หากเปลี่ยนให้เขาพักค้างคืนได้ OR จะได้เวลาของลูกค้าเพิ่มเป็น 8-12 ชั่วโมง

* The Ecosystem Loop ที่สามารถเกิดขึ้นได้ ลองจินตนาการดูนะครับ ลูกค้าขับ EV มาจอดชาร์จ -> ระหว่างรอ Check-in เข้าโรงแรม -> เดินไปซื้อของกินที่ 7-Eleven -> ตื่นเช้ามาดื่มกาแฟ Café Amazon -> ก่อนเช็กเอาต์แวะซักผ้าที่ Otteri

ทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นคือรายได้ที่หมุนวนอยู่ในกระเป๋าของ OR ทั้งสิ้น นี่คือการสร้างการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบ

* ความได้เปรียบเรื่อง "มาตรฐาน" ซึ่งปัญหาใหญ่ของโรงแรมราคาประหยัดในไทยคือ "ความไม่แน่นอน" (ความปลอดภัย ความสะอาด) แต่ถ้า OR ทำโรงแรมด้วยมาตรฐานเดียวกับที่ทำ Café Amazon ลูกค้าจะเกิดความ "วางใจ" (Trust) ทันที นี่คือสิ่งที่แบรนด์อื่นเลียนแบบได้ยาก

จากข้อมูลล่าสุดในปี 2026 เราเห็นสัญญาณที่น่าสนใจจาก OR คือการปรับตัวสู่ "Flexible Model" วางแผนการลงทุนระยะ 5 ปี (2026 - 2030) ด้วยเม็ดเงินกว่า 58,000 ล้านบาท ซึ่งจุดที่น่าสนใจคือ งบประมาณส่วนใหญ่กว่า 65% จะถูกใช้ไปเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่ม Mobility และการรุกหนักในกลุ่ม Lifestyle ซึ่งรวมถึงธุรกิจโรงแรม สุขภาพ และ Virtual Bank สะท้อนให้เห็นว่า OR ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ปั๊มน้ำมันอีกต่อไป แต่กำลังสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและไลฟ์สไตล์" ที่ครบวงจร

ตามรายงานจากหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นวันที่ 19/01/2026 บอกว่า “ธุรกิจหนึ่งที่ OR มุ่งมั่น คือธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด หรือ บัดเจ็ตโฮเทล (Budget Hotel) ซึ่ง OR อยู่ระหว่างการศึกษา ซึ่งมีแนวโน้มว่าช่วงไตรมาส 1 ปี 2026 นี้ จะมีการเสนอคณะกรรมการบริษัทฯ เพื่อพิจารณาอนุมัติการลงทุนธุรกิจโรงแรมราคาประหยัดภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station”

แต่ข้อดีคือ OR ไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างตึกเองทั้งหมดเหมือนในอดีต แต่สามารถใช้โมเดล "พันธมิตร" หรือ "แฟรนไชส์" แบบที่ญี่ปุ่นทำกับ Marriott ก็ได้ การดึงมืออาชีพเข้ามาบริหาร แล้วตัวเองทำหน้าที่เป็น Platform ที่เชื่อมโยงบริการต่างๆ เข้าด้วยกัน จะช่วยให้ OR ขยายสาขาได้เร็วและลดความเสี่ยงลงได้ด้วย

การตัดสินใจรุกธุรกิจโรงแรมของ OR จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการหาที่นอนให้คนขับรถ แต่มันคือการประกาศวิสัยทัศน์ว่า ต่อไปนี้ PTT Station จะไม่ใช่แค่ "ปั๊มน้ำมัน" อีกต่อไป แต่จะเป็น "Living Community Hub" ที่ซึ่งพลังงาน ไลฟ์สไตล์ และการพักผ่อน ถูกมัดรวมไว้ในที่เดียว

ถ้าโมเดลนี้สำเร็จ เราอาจจะไม่ได้เห็นแค่กำไรของ OR ที่เติบโตขึ้น แต่เราอาจจะได้เห็น Michi-no-Eki เวอร์ชันไทย ที่ช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และเปลี่ยนโฉมหน้าการท่องเที่ยวไทยไปเลยก็ได้

เนื้อหานี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน แต่เป็นการนำเสนอข้อมูลเพียงเท่านั้น หากสนใจลงทุนควรพิจารณาให้รอบด้านก่อนเสมอ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save