เจาะ “เทรนด์ Human Touch” ของ Com 7 เสน่ห์หน้าร้านที่ออนไลน์ให้ไม่ได้ คีย์แมนลับยอดขาย 2.3 หมื่นล้านในไตรมาสเดียว

เจาะ “เทรนด์ Human Touch” ของ Com 7 เสน่ห์หน้าร้านที่ออนไลน์ให้ไม่ได้ คีย์แมนลับยอดขาย 2.3 หมื่นล้านในไตรมาสเดียว

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

07 July 2026

เรียกได้ว่าหักปากกานักวิเคราะห์ไปตาม ๆ กัน เมื่อกระแส AI ที่ส่งผลให้ชิ้นส่วน “เซมิคอนดักเตอร์” (Semiconductor) หลายประเภทขาดแคลน จนทำให้กูรูการลงทุนคาดการณ์ว่า วิกฤตชิปครั้งนี้อาจส่งผลกระทบทางอ้อมและสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมค้าปลีกอุปกรณ์ไอที

ทว่า COM7 (บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน)) ยักษ์ใหญ่ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ร้านไอทีชื่อดังอย่าง BaNANA และ Studio7 กลับทำผลงานได้เหนือความคาดหมาย ด้วยการทุบสถิติยอดขายไตรมาสแรกของปี 2026 กวาดรายได้ไปกว่า 23,572 ล้านบาท สวนกระแสไปอย่างสวยงาม

ไปดูกันว่าเทรนด์อะไรที่อยู่เบื้องหลังที่การเติบโตสวนทางวิกฤตชิปโลกของ Com7 และมีโอกาสการลงทุนอะไรที่ซ่อนอยู่ในปรากฏการณ์นี้

เทรนด์ที่ 1 “Human Touch” พลังแห่งการทัชใจลูกค้า

แม้ราคาสินค้าไอทีที่พุ่งสูงขึ้นจะเป็นตัวดันยอดขายให้โต แต่ในมุมของผู้บริโภค "การต้องจ่ายเงินแพงขึ้น" ย่อมสร้างความลังเลและทำให้ต้องการสัมผัสมากกว่าแค่การดูรูปผ่านหน้าจอ ทำให้เกิดเทรนด์ “Human Touch” หรือการได้สัมผัสสินค้าและบริการจริงก่อนตัดสินใจซื้อ

ซึ่งนี่คือจุดเด่นที่ COM7 ทำได้ดีผ่านร้านค้าอย่าง Studio7, BaNANA และแบรนด์อื่นในเครือกว่า 1,400 สาขา บนทำเลทองของห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ยกระดับการช้อปปิ้งให้กลายเป็นการเชื่อมโยงแบบมนุษย์สู่มนุษย์ (Human Connection) เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อฮาร์ดแวร์ธรรมดาให้กลายเป็นการส่งมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียม ผ่านการจัดวาง Display ที่ทันสมัย และมีสินค้าให้ลูกค้าได้ลองใช้งานจริง

เทรนด์ที่ 2 “Affordable Luxury” ความหรูหราที่เอื้อมถึง

สอดคล้องกับ เทรนด์ความหรูหราที่เอื้อมถึง (Affordable Luxury) จากการที่ผู้บริโภคยุคใหม่ยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นราว 20-30% ให้กับแบรนด์ที่พวกเขารู้สึกว่ามอบเรื่องราวและคุณค่าทางอารมณ์ได้คุ้มค่าเงินที่สุด

ทำให้การมีพนักงานหน้าร้านที่พร้อมต้อนรับ คอยให้ข้อมูลอย่างเป็นกันเอง รวมถึงบริการหลังการขายที่ลูกค้าสามารถเดินเข้ามาปรึกษา อัปเดตซอฟต์แวร์ หรือเคลมสินค้าได้ตลอดเวลา ประสบการณ์ที่จับต้องได้สร้าง "ความไว้ใจ" (Trust) ที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซออนไลน์ไม่มีทางเลียนแบบได้ (Unfair Advantage) เหนี่ยวรั้งให้ลูกค้ายอมอยู่ในระบบนิเวศของ COM7 อย่างเหนียวแน่น และพร้อมที่จะกลับมาซื้อซ้ำทันทีเมื่อถึงรอบการอัปเกรดเครื่องใหม่ในอนาคต

เทรนด์ที่ 3 “Mobility Ecosystem” ยานยนต์สุดล้ำกับพลังงานสีเขียว

นอกจากนี้ COM7 ยังเดินหน้าเกาะกระแสโลกอย่างเทรนด์ยานยนต์อัจฉริยะและพลังงานสะอาด ผ่านธุรกิจคมนาคมที่กำลังเติบโตอย่างน่าจับตา สะท้อนจากยอดขายสะสมของรถยนต์ไฟฟ้า GAC AION ที่สูงถึง 3,665 คัน (พร้อมตั้งเป้าเติบโตอีก 20% ในปี 2569)

ควบคู่ไปกับการขยายตัวของ "EV7" ธุรกิจให้เช่าแท็กซี่ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันส่งมอบรถไปแล้ว 1,673 คัน และมีเป้าหมายส่งมอบเพิ่มอีก 3,600 คันภายในปีนี้ ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทยังเตรียมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้วยการเปิดโครงการ “Taxi HUB & Charging Station” โดยร่วมมือกับ EA Anywhere เพื่อเปิดสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้าครบวงจรเพิ่มอีก 6 สาขา พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ผ่านแผนการทำเงินจากคาร์บอนเครดิต

ปัจจัยเกื้อหนุน

นอกจากการจับเทรนด์ Human Touch, Affordable Luxury, ยานยนต์อัจฉริยะและพลังงานสะอาดแล้ว ความโดดเด่นของ COM7 ยังถูกขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์และปัจจัยบวกต่างๆ เช่น

UFUND & iCare

กลยุทธ์แก้ Pain Point ให้กลุ่มนักศึกษาและผู้ไม่มีบัตรเครดิตด้วยสินเชื่อ UFUND ปล่อยกู้ใหม่ทุบสถิติ 5,647 ล้านบาท ดันรายได้ดอกเบี้ยพุ่ง 111% (872 ล้านบาท) และกำไรสุทธิโต 80% (485 ล้านบาท) ที่สำคัญคือคุมหนี้เสีย (NPL) ได้ต่ำกว่า 1% พร้อมรุกตลาด Android และตั้งเป้าสินเชื่อใหม่ปี 2569 โตไม่ต่ำกว่า 50%

นอกจากนี้ Com7 ยังประสบความสำเร็จกับ iCare Insurance ธุรกิจประกันสมาร์ตโฟนที่ต่อยอดขยายวงไปจับตลาดประกันสุขภาพและรถยนต์ ซึ่งในปี 2025 ที่ผ่านมา กวาดรายได้ไปถึง 711 ล้านบาท (โต 84%) กำไรสุทธิ 127% แตะระดับ 141 ล้านบาท

ราคาและสต็อกสินค้า

เมื่อ Apple ปรับราคาขึ้น COM7 ก็ขยับราคาหน้าร้านตามทันที ต้นทุนที่แพงขึ้นจึงกลายเป็นตัวเร่งจิตวิทยาให้ผู้บริโภคเร่งตัดสินใจซื้อสินค้าหลัก (เช่น iPhone) ตั้งแต่สัปดาห์แรก ๆ เพราะกลัวราคาจะปรับขึ้นอีก แถมในระยะสั้น บริษัทยังฟัน "กำไรพิเศษ" ก้อนโตจากการปล่อยสต็อกสินค้าเดิมที่มีต้นทุนต่ำในราคาใหม่อีกด้วย

Cross-industry Synergy

ความแกร่งรอบด้านนี้ไปเข้าตา บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANB ยักษ์ใหญ่สื่อนอกบ้าน จนยอมทุ่มเงินกว่า 7.2 พันล้านบาท เข้าซื้อหุ้นเพื่อผูก Ecosystem ร่วมกัน ปลุกความเชื่อมั่นนักลงทุนดันราคาหุ้น COM7 จากต้นปีที่ราคา 19.30 บาท ขึ้นมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 28.75 บาท (ณ วันที่ 6 กรกฎาคม 2026) ทะยานขึ้นถึง 48.9% เลยทีเดียว

สรุป

ในการค้นหาโอกาสการลงทุนยุคนี้ หัวใจสำคัญไม่ใช่การมองแค่ตัวเลขยอดขายรายวัน แต่คือการมองหาธุรกิจที่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้กลายมาเป็นผลกำไรที่ยั่งยืน โดยนักลงทุนสามารถใช้บทเรียนจากโครงสร้างความสำเร็จของ COM7 มาแกะรอยหาหุ้นเติบโตตัวต่อไปได้ผ่าน 3 แกนหลักดังนี้

หน้าร้านอัจฉริยะ (Smart Physical Retail)

มองหาธุรกิจที่ใช้พื้นที่หน้าร้านเปลี่ยนการช้อปปิ้งธรรมดาให้กลายเป็น "คุณค่าทางอารมณ์" (Premium Experience) ผ่านการบริการแบบ Human Touch ที่สร้างความไว้ใจ (Trust) จนแพลตฟอร์มออนไลน์เลียนแบบได้ยาก เช่น คลินิกความงามระดับบน สปาพรีเมียม หรือร้านกาแฟเฉพาะทาง (Specialty) ที่ลูกค้ายินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้น 20-30% เพื่อแลกความพึงพอใจ

เครื่องมือสร้างรายได้ต่อเนื่อง (Financial Ecosystem)

เลือกธุรกิจที่มีระบบสินเชื่อหลังบ้านของตัวเอง (เช่น โมเดล UFUND) หรือบริการหลังการขายที่เหนียวแน่น เพื่อให้ลูกค้าอยู่ในระบบนิเวศ (Ecosystem) วิธีนี้จะช่วยเปลี่ยนจากรายได้ที่มาเป็นครั้งคราว ให้กลายเป็นรายได้ประจำ (Recurring Income)

การผนึกกำลังข้ามขั้ว (Cross-industry Synergy)

มองหาบริษัทที่มีศักยภาพในการจับมือกับพาร์ตเนอร์ต่างเซกเตอร์ (เช่น ค้าปลีกไอที + สื่อนอกบ้าน หรือ ยานยนต์ + สถานีชาร์จพลังงาน) การผนึกกำลังลักษณะนี้จะช่วยลบข้อจำกัดเดิมของธุรกิจหลัก และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนจนนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าบริษัทในที่สุด

*** หมายเหตุ: เนื้อหาทั้งหมดเป็นการนำเสนอข้อมูลและกรณีศึกษาเชิงเทรนด์เท่านั้น ไม่ได้เป็นการชี้ชวนให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่ง นักลงทุนทุกท่านควรศึกษาข้อมูลและปัจจัยเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save