
ชาร์ลี มังเกอร์ “ทนายปีศาจ (?)” แห่งโลกการเงินชีวิต และคำแนะนำสู่ความสำเร็จในการเป็นนักลงทุน และมีความสุขในชีวิต
ชาร์ลี มังเกอร์ "ทนายปีศาจ (?)" แห่งโลกการเงินชีวิต และคำแนะนำสู่ความสำเร็จในการเป็นนักลงทุน และมีความสุขในชีวิต
ณ เวลานี้ ถ้าจะมีหนึ่งอาชีพที่เป็นที่พูดถึงมากที่สุด คงหนีไม่พ้นอาชีพ “ทนายความ” ซึ่งเรื่องนี้เองทำให้เรานึกได้ว่า ถ้ามองมาที่โลกของการเงินและการลงทุน ก็มีบุคคลสำคัญคนหนึ่งของโลกที่เคยเป็น “ทนาย” มาก่อนที่จะประสบความสำเร็จในโลกของการเงินและการลงทุน
ชื่อของเขาคือ ‘ชาร์ลี มังเกอร์’ (Charlie Munger) บุคคลที่ ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ ยกย่องว่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Berkshire Hathaway
ชาร์ลี มังเกอร์ เป็นใคร แนวคิดเบื้องหลังการลงทุนของนักลงทุนระดับตำนาน (หรืออาจเรียกได้ว่าระดับปีศาจ) คนนี้เป็นอย่างไร ? บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักพร้อม ๆ กัน
ชาร์ล โทมัส มังเกอร์ ทนายที่เกือบจะไม่ได้เรียนกฎหมาย
ก่อนที่ 'ชาร์ลี มังเกอร์' จะกลายเป็นตำนานให้ผู้คนทั่วโลกจดจำในฐานะนักลงทุน นักธุรกิจ และมือขวาของบัฟเฟตต์ เขาเป็นเพียงลูกชายและหลานชายของครอบครัวนักกฎหมายคนหนึ่งเท่านั้น
มังเกอร์ มีคุณปู่เป็นผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐ และมีคุณพ่อเป็นทนายความ พอรู้แบบนี้เราคงคาดเดาอนาคตของเด็กคนนี้ได้ไม่ยาก ว่าต้องโตมาทำอาชีพด้านกฎหมายแน่นอน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะหลังจากจบสงครามโลกครั้งที่ 2 มังเกอร์ ก็ได้เข้ารับการศึกษาต่อในโรงเรียนกฎหมายที่ฮาร์วาร์ด (Harvard Law School)
จริง ๆ เส้นทางในการเข้าสู่รั้วโรงเรียนกฎหมายของมังเกอร์ เกือบจะหยุดอยู่แค่ตรงนี้ เพราะ ณ เวลานั้น ฮาร์วาร์ดปฏิเสธที่จะรับมังเกอร์เข้าเรียนเพราะเขาไม่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี (มังเกอร์ลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อไปรับใช้ชาติตอนอายุ 19 ปีระหว่างเรียนปี 2) ทว่าด้วยการช่วยเหลือจากเพื่อนเก่าก็เลยทำให้มังเกอร์เข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ดได้สำเร็จ
ภายหลังที่ มังเกอร์ สำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายตอนอายุ 24 ปี เขาใช้เวลา 14 ปี ก่อนจะมาก่อตั้งและทำงานเป็นทนายความในบริษัทของตัวเองชื่อ Munger, Tolles & Olsen LLP นี่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นไปสู่ความมั่นคงทางอาชีพทนาย
มังเกอร์ น่าจะกลายเป็นทนายที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง หรืออาจไต่เต้ากลายไปเป็นผู้พิพากษาศาลของสหรัฐ และผู้แทนรัฐเหมือนคุณปู่ได้ไม่ยาก เพราะมังเกอร์เป็นคนที่มีความสามารถและฉลาดอยู่แล้วเป็นทุนเดิมตั้งแต่สมัยยังเด็ก แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อเขาเจอกับชายที่ชื่อว่า ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’
มื้อค่ำ ณ เมืองบ้านเกิด ที่เปลี่ยนชีวิตมังเกอร์ไปตลอดกาล
ชีวิตคนเราจะมีซักกี่ครั้งที่ต้องเดินทางกลับบ้าน หรือจะมีซักกี่เหตุการณ์ที่ทำให้คน ๆ หนึ่งต้องตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน
ปี 1959 มังเกอร์ ต้องเดินทางกลับบ้าน ณ เมือง โอฮามา เพื่อจัดการธุระส่วนตัวของเขาให้เสร็จ คือการปิดสำนักงานกฎหมายของพ่อ ใช่แล้ว ที่ต้องปิดสำนักงานกฎหมายของคุณพ่อ เพราะท่านเสียชีวิต
ทว่าการกลับมาบ้านครั้งนี้กลับทำให้มังเกอร์ได้มีโอกาสเจอสหายเก่าที่เคยทำงานด้วยกันสมัยยังเด็ก ณ ร้านขายของชำ นั่นคือ ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ ทั้งคู่ได้มีโอกาสรับประทานมื้อค่ำด้วยกัน ณ งานเลี้ยงต้อนรับที่จัดโดย ดร.เอ็ดวิน เดวิส แพทย์ผู้มีชื่อเสียงในโอมาฮาและเป็นเพื่อนสนิทของครอบครัวมังเกอร์
มีคำบอกเล่าว่าบทสนทนาบนโต๊ะอาหารระหว่างมังเกอร์และบัเฟเฟต์ คือเรื่องของแนวคิดการลงทุนของ ‘เบนจามิน เกรแฮม’ (Benjamin Graham) นักลงทุนที่เป็นเหมือนบิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อนักลงทุนรุ่นใหม่ ๆ ในสมัยนั้น
ช่วงเวลาสั้น ๆ บนโต๊ะอาหารได้เปลี่ยนให้ทั้งสองสนิทกันมากกว่าแต่ก่อน และนี่เป็นจุดเริ่มต้นการพลิกผันจากอาชีพทนายความไปสู่การเป็นนักลงทุน เพราะบัฟเฟตต์ ได้โน้มน้าว และชวนมังเกอร์ให้มาทำงานด้านการลงทุนด้วยกัน
ในตอนแรกมังเกอร์ยังไม่ได้ตอบรับการเข้าไปทำงานที่ Berkshire Hathaway แต่เลือกที่จะมาเปิดบริษัทด้านการลงทุนของตัวเองชื่อ Wheeler, Munger and Company ซึ่งเป็นเหมือนบริษัทกองทุนส่วนตัวของมังเกอร์
จนกระทั่งปี 1978 ที่มังเกอร์ตอบรับคำชวนของบัฟเฟตต์และเข้าไปทำงานที่ Berkshire Hathaway ในฐานะรองประธานบริษัท กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันยาวนานในการเป็นนักการเงินและนักลงทุนระดับโลก ที่ใคร ๆ ก็ยกย่อง
การจะกล่าวว่า ‘ชาร์ลี มังเกอร์’ เป็นปีศาจแห่งโลกการลงทุน คำกล่าวนี้อาจไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงนัก
เพราะว่าในช่วงที่มังเกอร์และบัฟเฟตต์ดำรงตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของ Berkshire พวกเขาทั้ง 2 ได้ร่วมกันสร้างผลตอบแทนการลงทุนให้บริษัทสูงถึงประมาณ 2,000,000% จากมูลค่าเงินทุนเริ่มต้น และภายใต้ตัดสินใจลงทุนของทั้ง 2 คนก็ค่อย ๆ มีหุ้น/บริษัทที่เติบโตให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือเรื่องราวที่สื่อต่างประเทศยกย่องให้เป็นเรื่องที่น่าจดจำตลอดกาลของมังเกอร์

คำแนะนำ 3 ข้อจาก ชาร์ลี มังเกอร์ กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเป็นนักลงทุนและความสุขในชีวิต
ชาร์ลี มังเกอร์ แบ่งปันกฎพื้นฐาน 3 ข้อ ที่เขาเชื่อว่าเป็น กฎเหล่านี้เรียบง่ายแต่ทรงพลัง และนำไปใช้ได้กับทุกสาขาอาชีพ
✅ คำแนะนำข้อที่ 1: อย่าขายอะไรก็ตามที่เราไม่อยากซื้อ
คุณควรทำในสิ่งที่คุณเชื่อมั่น จริงใจ และรู้สึกสบายใจกับมัน ถ้าคุณจะขายผลิตภัณฑ์หรือบริการใดๆ สิ่งนั้นควรมีคุณภาพดีพอที่คุณเองก็เต็มใจที่จะซื้อใช้ นี่คือวิธีการสร้างความไว้วางใจและชื่อเสียงที่ดีให้กับตัวเอง และเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง
หลักการนี้ใช้ได้กับการลงทุนด้วย การเลือกบริษัทที่จะลงทุนต้องดูว่าเป็นบริษัทที่คุณเชื่อมั่น บริษัทที่ทำธุรกิจอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ ผู้บริหารไม่คดโกง ไม่มีการหลีกเลี่ยงภาษีหรือเอาเปรียบผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคนอื่นๆ เพียงเพื่อจะหาผลกำไรเข้าบริษัทให้มากที่สุด
ใช้ชีวิตด้วยหลักการ “อยากได้อะไรก็ทำตัวให้เหมาะสมกับสิ่งนั้น” มากกว่าการ "พยายามแย่งชิงสิ่งที่ต้องการ" การมุ่งมั่นทำสิ่งที่ถูกต้อง ยุติธรรม น่าเชื่อถือ นำไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนกว่า และไม่ใช่แค่เพียงเงินทอง ชื่อเสียง แต่คือความเคารพ นับถือ และความไว้วางใจจากผู้อื่น
ยิ่งไปกว่านั้น การได้รับความไว้วางใจอย่างแท้จริง ยังเป็นความสุขและความภาคภูมิใจอย่างประเมินค่ามิได้ ชื่อเสียงและความซื่อสัตย์เปรียบเหมือนทรัพย์สมบัติล้ำค่าที่สุด แต่ก็สูญหายไปได้เพียงพริบตา ดังนั้นการยึดมั่นในหลักการนี้จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต
✅ คำแนะนำข้อที่ 2 : อย่าทำงานให้คนที่คุณไม่เคารพและชื่นชม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราควรหลีกเลี่ยงการทำงานโดยตรงภายใต้คนที่คุณไม่ชื่นชมและไม่ต้องการที่จะเป็นคนแบบนั้น มันเป็นเรื่องที่อันตรายมากๆ เราทุกคนอยู่ภายใต้การควบคุมของบุคคลที่มีอำนาจในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่ให้ผลตอบแทนแก่เรา เราจึงต้องจัดการเรื่องนี้ให้ดี
มังเกอร์แชร์ว่าสำหรับตัวเขาเองแล้ว เขาจะมองหาคนที่ตัวเองชื่นชอบแล้วพยายามจัดการให้ตัวเอง (โดยไม่ไปกระทบกระทั่งหรือวิจารณ์ใคร) ได้ไปทำงานกับคนเหล่านั้น เราต้องจัดการอย่างมีชั้นเชิงสักหน่อย
โดยทั่วไปแล้วชีวิตจะเป็นที่น่าพอใจยิ่งขึ้น หากได้ทำงานภายใต้คนที่คุณชื่นชมจริงๆ
✅ คำแนะนำข้อที่ 3: ทำงานกับคนที่คุณชอบทำงานด้วย
มังเกอร์บอกว่าถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จกับเรื่องใดๆ ก็ตาม เราต้องสนใจเรื่องนั้นมากๆ เราสามารถบังคับตัวเองให้ทำได้ดีในระดับหนึ่งหากไม่สนใจ แต่ถ้าสนใจจะยิ่งทำให้ผลลัพธ์ออกมาดีขึ้น
และถ้าเป็นไปได้ให้หาทางทำงานในสิ่งที่รักกับคนที่เราชอบที่จะทำงานด้วย
ซึ่งสำหรับตัวเขาเองบอกว่าโชคดีมากๆ ที่มีทั้งสามข้อตอนที่ได้ทำงานกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่เขาพยายามทำตัวให้คู่ควรกับงานที่ทำ และส่วนหนึ่งก็มาจากการเลือกของตัวเอง และส่วนหนึ่งก็มาจากความโชคดีด้วยเช่นกัน
อ้างอิง
Stripe press
CNBC Make It
Farnam Street Media
Finnomena
ลงทุนศาสตร์
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

AI และ Data Center มาแน่ แต่ทำไมกองทุนที่ ‘แคธี วูด’ ลงทุ...
ท่ามกลางข้อถกเถียงต่อประโยชน์ที่จับต้องได้ของ Data Center ทั้งในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก...

ไม่บริหารเอง แต่ “รวยขึ้น” วิธีจัดการ “ความมั่งคั่ง” แบบต...
หนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในอเมริกา สินทรัพย์โตขึ้นทุกปี โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมานั่ง...

มีเงินหลายล้าน อย่าแค่ “แยกบัญชี” แต่ต้อง “แยกธนาคาร” ด้ว...
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อมูลจากการคาดการณ์ของ LH Bank ที่ออกมาเปิดเผยว่าตอนนี้คนไทยที่มีสินท...

ทำไมเราไม่ควรมอง “ประกัน”เป็น “การลงทุน...
ในการวางแผนการเงินที่ดีต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Wealth Protection (การปกป้องความมั่...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
