ชาร์ลี มังเกอร์ “ทนายปีศาจ (?)” แห่งโลกการเงินชีวิต และคำแนะนำสู่ความสำเร็จในการเป็นนักลงทุน และมีความสุขในชีวิต

ชาร์ลี มังเกอร์ “ทนายปีศาจ (?)” แห่งโลกการเงินชีวิต และคำแนะนำสู่ความสำเร็จในการเป็นนักลงทุน และมีความสุขในชีวิต

กฤชพนธ์ ศรีอ่วม

กฤชพนธ์ ศรีอ่วม

17 June 2026

ชาร์ลี มังเกอร์ "ทนายปีศาจ (?)" แห่งโลกการเงินชีวิต และคำแนะนำสู่ความสำเร็จในการเป็นนักลงทุน และมีความสุขในชีวิต

ณ เวลานี้ ถ้าจะมีหนึ่งอาชีพที่เป็นที่พูดถึงมากที่สุด คงหนีไม่พ้นอาชีพ “ทนายความ” ซึ่งเรื่องนี้เองทำให้เรานึกได้ว่า ถ้ามองมาที่โลกของการเงินและการลงทุน ก็มีบุคคลสำคัญคนหนึ่งของโลกที่เคยเป็น “ทนาย” มาก่อนที่จะประสบความสำเร็จในโลกของการเงินและการลงทุน

ชื่อของเขาคือ ‘ชาร์ลี มังเกอร์’ (Charlie Munger) บุคคลที่ ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ ยกย่องว่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Berkshire Hathaway

ชาร์ลี มังเกอร์ เป็นใคร แนวคิดเบื้องหลังการลงทุนของนักลงทุนระดับตำนาน (หรืออาจเรียกได้ว่าระดับปีศาจ) คนนี้เป็นอย่างไร ? บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักพร้อม ๆ กัน

ชาร์ล โทมัส มังเกอร์ ทนายที่เกือบจะไม่ได้เรียนกฎหมาย

ก่อนที่ 'ชาร์ลี มังเกอร์' จะกลายเป็นตำนานให้ผู้คนทั่วโลกจดจำในฐานะนักลงทุน นักธุรกิจ และมือขวาของบัฟเฟตต์ เขาเป็นเพียงลูกชายและหลานชายของครอบครัวนักกฎหมายคนหนึ่งเท่านั้น

มังเกอร์ มีคุณปู่เป็นผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐ และมีคุณพ่อเป็นทนายความ พอรู้แบบนี้เราคงคาดเดาอนาคตของเด็กคนนี้ได้ไม่ยาก ว่าต้องโตมาทำอาชีพด้านกฎหมายแน่นอน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะหลังจากจบสงครามโลกครั้งที่ 2 มังเกอร์ ก็ได้เข้ารับการศึกษาต่อในโรงเรียนกฎหมายที่ฮาร์วาร์ด (Harvard Law School)

จริง ๆ เส้นทางในการเข้าสู่รั้วโรงเรียนกฎหมายของมังเกอร์ เกือบจะหยุดอยู่แค่ตรงนี้ เพราะ ณ เวลานั้น ฮาร์วาร์ดปฏิเสธที่จะรับมังเกอร์เข้าเรียนเพราะเขาไม่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี (มังเกอร์ลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อไปรับใช้ชาติตอนอายุ 19 ปีระหว่างเรียนปี 2) ทว่าด้วยการช่วยเหลือจากเพื่อนเก่าก็เลยทำให้มังเกอร์เข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ดได้สำเร็จ

ภายหลังที่ มังเกอร์ สำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายตอนอายุ 24 ปี เขาใช้เวลา 14 ปี ก่อนจะมาก่อตั้งและทำงานเป็นทนายความในบริษัทของตัวเองชื่อ Munger, Tolles & Olsen LLP นี่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นไปสู่ความมั่นคงทางอาชีพทนาย

มังเกอร์ น่าจะกลายเป็นทนายที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง หรืออาจไต่เต้ากลายไปเป็นผู้พิพากษาศาลของสหรัฐ และผู้แทนรัฐเหมือนคุณปู่ได้ไม่ยาก เพราะมังเกอร์เป็นคนที่มีความสามารถและฉลาดอยู่แล้วเป็นทุนเดิมตั้งแต่สมัยยังเด็ก แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อเขาเจอกับชายที่ชื่อว่า ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’

มื้อค่ำ ณ เมืองบ้านเกิด ที่เปลี่ยนชีวิตมังเกอร์ไปตลอดกาล

ชีวิตคนเราจะมีซักกี่ครั้งที่ต้องเดินทางกลับบ้าน หรือจะมีซักกี่เหตุการณ์ที่ทำให้คน ๆ หนึ่งต้องตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน

ปี 1959 มังเกอร์ ต้องเดินทางกลับบ้าน ณ เมือง โอฮามา เพื่อจัดการธุระส่วนตัวของเขาให้เสร็จ คือการปิดสำนักงานกฎหมายของพ่อ ใช่แล้ว ที่ต้องปิดสำนักงานกฎหมายของคุณพ่อ เพราะท่านเสียชีวิต

ทว่าการกลับมาบ้านครั้งนี้กลับทำให้มังเกอร์ได้มีโอกาสเจอสหายเก่าที่เคยทำงานด้วยกันสมัยยังเด็ก ณ ร้านขายของชำ นั่นคือ ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ ทั้งคู่ได้มีโอกาสรับประทานมื้อค่ำด้วยกัน ณ งานเลี้ยงต้อนรับที่จัดโดย ดร.เอ็ดวิน เดวิส แพทย์ผู้มีชื่อเสียงในโอมาฮาและเป็นเพื่อนสนิทของครอบครัวมังเกอร์

มีคำบอกเล่าว่าบทสนทนาบนโต๊ะอาหารระหว่างมังเกอร์และบัเฟเฟต์ คือเรื่องของแนวคิดการลงทุนของ ‘เบนจามิน เกรแฮม’ (Benjamin Graham) นักลงทุนที่เป็นเหมือนบิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อนักลงทุนรุ่นใหม่ ๆ ในสมัยนั้น

ช่วงเวลาสั้น ๆ บนโต๊ะอาหารได้เปลี่ยนให้ทั้งสองสนิทกันมากกว่าแต่ก่อน และนี่เป็นจุดเริ่มต้นการพลิกผันจากอาชีพทนายความไปสู่การเป็นนักลงทุน เพราะบัฟเฟตต์ ได้โน้มน้าว และชวนมังเกอร์ให้มาทำงานด้านการลงทุนด้วยกัน

ในตอนแรกมังเกอร์ยังไม่ได้ตอบรับการเข้าไปทำงานที่ Berkshire Hathaway แต่เลือกที่จะมาเปิดบริษัทด้านการลงทุนของตัวเองชื่อ Wheeler, Munger and Company ซึ่งเป็นเหมือนบริษัทกองทุนส่วนตัวของมังเกอร์

จนกระทั่งปี 1978 ที่มังเกอร์ตอบรับคำชวนของบัฟเฟตต์และเข้าไปทำงานที่ Berkshire Hathaway ในฐานะรองประธานบริษัท กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันยาวนานในการเป็นนักการเงินและนักลงทุนระดับโลก ที่ใคร ๆ ก็ยกย่อง

การจะกล่าวว่า ‘ชาร์ลี มังเกอร์’ เป็นปีศาจแห่งโลกการลงทุน คำกล่าวนี้อาจไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงนัก

เพราะว่าในช่วงที่มังเกอร์และบัฟเฟตต์ดำรงตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของ Berkshire พวกเขาทั้ง 2 ได้ร่วมกันสร้างผลตอบแทนการลงทุนให้บริษัทสูงถึงประมาณ 2,000,000% จากมูลค่าเงินทุนเริ่มต้น และภายใต้ตัดสินใจลงทุนของทั้ง 2 คนก็ค่อย ๆ มีหุ้น/บริษัทที่เติบโตให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือเรื่องราวที่สื่อต่างประเทศยกย่องให้เป็นเรื่องที่น่าจดจำตลอดกาลของมังเกอร์

คำแนะนำ 3 ข้อจาก ชาร์ลี มังเกอร์ กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเป็นนักลงทุนและความสุขในชีวิต

ชาร์ลี มังเกอร์ แบ่งปันกฎพื้นฐาน 3 ข้อ ที่เขาเชื่อว่าเป็น กฎเหล่านี้เรียบง่ายแต่ทรงพลัง และนำไปใช้ได้กับทุกสาขาอาชีพ

✅ คำแนะนำข้อที่ 1: อย่าขายอะไรก็ตามที่เราไม่อยากซื้อ

คุณควรทำในสิ่งที่คุณเชื่อมั่น จริงใจ และรู้สึกสบายใจกับมัน ถ้าคุณจะขายผลิตภัณฑ์หรือบริการใดๆ สิ่งนั้นควรมีคุณภาพดีพอที่คุณเองก็เต็มใจที่จะซื้อใช้ นี่คือวิธีการสร้างความไว้วางใจและชื่อเสียงที่ดีให้กับตัวเอง และเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง

หลักการนี้ใช้ได้กับการลงทุนด้วย การเลือกบริษัทที่จะลงทุนต้องดูว่าเป็นบริษัทที่คุณเชื่อมั่น บริษัทที่ทำธุรกิจอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ ผู้บริหารไม่คดโกง ไม่มีการหลีกเลี่ยงภาษีหรือเอาเปรียบผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคนอื่นๆ เพียงเพื่อจะหาผลกำไรเข้าบริษัทให้มากที่สุด

ใช้ชีวิตด้วยหลักการ “อยากได้อะไรก็ทำตัวให้เหมาะสมกับสิ่งนั้น” มากกว่าการ "พยายามแย่งชิงสิ่งที่ต้องการ" การมุ่งมั่นทำสิ่งที่ถูกต้อง ยุติธรรม น่าเชื่อถือ นำไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนกว่า และไม่ใช่แค่เพียงเงินทอง ชื่อเสียง แต่คือความเคารพ นับถือ และความไว้วางใจจากผู้อื่น

ยิ่งไปกว่านั้น การได้รับความไว้วางใจอย่างแท้จริง ยังเป็นความสุขและความภาคภูมิใจอย่างประเมินค่ามิได้ ชื่อเสียงและความซื่อสัตย์เปรียบเหมือนทรัพย์สมบัติล้ำค่าที่สุด แต่ก็สูญหายไปได้เพียงพริบตา ดังนั้นการยึดมั่นในหลักการนี้จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต

✅ คำแนะนำข้อที่ 2 : อย่าทำงานให้คนที่คุณไม่เคารพและชื่นชม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราควรหลีกเลี่ยงการทำงานโดยตรงภายใต้คนที่คุณไม่ชื่นชมและไม่ต้องการที่จะเป็นคนแบบนั้น มันเป็นเรื่องที่อันตรายมากๆ เราทุกคนอยู่ภายใต้การควบคุมของบุคคลที่มีอำนาจในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่ให้ผลตอบแทนแก่เรา เราจึงต้องจัดการเรื่องนี้ให้ดี

มังเกอร์แชร์ว่าสำหรับตัวเขาเองแล้ว เขาจะมองหาคนที่ตัวเองชื่นชอบแล้วพยายามจัดการให้ตัวเอง (โดยไม่ไปกระทบกระทั่งหรือวิจารณ์ใคร) ได้ไปทำงานกับคนเหล่านั้น เราต้องจัดการอย่างมีชั้นเชิงสักหน่อย

โดยทั่วไปแล้วชีวิตจะเป็นที่น่าพอใจยิ่งขึ้น หากได้ทำงานภายใต้คนที่คุณชื่นชมจริงๆ

✅ คำแนะนำข้อที่ 3: ทำงานกับคนที่คุณชอบทำงานด้วย

มังเกอร์บอกว่าถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จกับเรื่องใดๆ ก็ตาม เราต้องสนใจเรื่องนั้นมากๆ เราสามารถบังคับตัวเองให้ทำได้ดีในระดับหนึ่งหากไม่สนใจ แต่ถ้าสนใจจะยิ่งทำให้ผลลัพธ์ออกมาดีขึ้น

และถ้าเป็นไปได้ให้หาทางทำงานในสิ่งที่รักกับคนที่เราชอบที่จะทำงานด้วย

ซึ่งสำหรับตัวเขาเองบอกว่าโชคดีมากๆ ที่มีทั้งสามข้อตอนที่ได้ทำงานกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่เขาพยายามทำตัวให้คู่ควรกับงานที่ทำ และส่วนหนึ่งก็มาจากการเลือกของตัวเอง และส่วนหนึ่งก็มาจากความโชคดีด้วยเช่นกัน

อ้างอิง
Stripe press
CNBC Make It
Farnam Street Media
Finnomena
ลงทุนศาสตร์

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save