ท้องฟ้าว่างเปล่า กลางฤดูท่องเที่ยว แอร์เอเชีย (AAV) ประกาศยกเลิกเที่ยวบินเพิ่ม โบรกเกอร์มองหุ้นตัวนี้ยังไง

ท้องฟ้าว่างเปล่า กลางฤดูท่องเที่ยว แอร์เอเชีย (AAV) ประกาศยกเลิกเที่ยวบินเพิ่ม โบรกเกอร์มองหุ้นตัวนี้ยังไง

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

24 April 2026

ถ้าคุณมีแผนกำลังจะบินไปเที่ยวเร็วๆ นี้ คุณอาจผิดหวัง เพราะเที่ยวบินต่างๆ แม้ไม่ยกเลิกก็อาจขึ้นราคา

ล่าสุด ไทยแอร์เอเชีย (AAV) ประกาศยกเลิกเที่ยวบินเพิ่มเติมหลายเส้นทาง รวมถึงดอนเมือง–ฮ่องกง และดอนเมือง–สิงคโปร์ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 สะท้อนให้เห็นว่า วินาทีนี้ผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง เริ่มส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางธุรกิจให้ปรับขึ้นสูงขึ้นแล้ว

ท้องฟ้าว่างเปล่า กลางฤดูท่องเที่ยว

นี่ไม่ใช่เรื่องข่าวดีเลยที่อยู่ๆ สายการบิน low-cost ที่คนไทยรู้จักดีที่สุดต้องหยุดบินในเส้นทางหลักกลางซัมเมอร์ โดยปกติช่วงนี้คือ peak season ที่ควรจะทำเงินได้มากที่สุดของปี แต่ในปี 2569 ไทยแอร์เอเชียกลับต้องเลือกระหว่าง "บินแล้วขาดทุน" หรือ "จอดเครื่องไว้ก่อน" และคำตอบชัดเจนมาก

ทำไมถึงเกิดแบบนี้? คำตอบอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดในโลกไม่สามารถออกน้ำมันออกมาได้

จากตะวันออกกลางสู่ดอนเมือง

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นจนกระทบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งจาก $87–90 ต่อบาร์เรล ไปอยู่ที่กว่า $216 ต่อบาร์เรล ภายในเพียง 6 สัปดาห์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 140% AEROAFFAIRES และตาม IATA ราคาน้ำมันเครื่องบินในยุโรปพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ $1,700 ต่อเมตริกตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2568 ถึง 2.5 เท่า AEROAFFAIRES

ต้นทุนน้ำมันปกติคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของต้นทุนสายการบิน เมื่อตัวเลขนี้กระโดดถึง 140% ผลลัพธ์ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้เส้นทางบินนับพันเส้นทางทั่วโลกกลายเป็นเส้นทางที่ไม่สามารถทำกำไรได้ในเชิงเศรษฐกิจ

AirAsia X เผยในงาน Media Briefing เมื่อ 6 เมษายน ว่าราคาน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้นจากประมาณ $85–90 ต่อบาร์เรล ไปอยู่ที่เฉลี่ย $200 ต่อบาร์เรล และในปัจจุบันบริษัทไม่มีการทำ Hedging น้ำมัน และไม่สามารถทำ Hedging ได้ในสภาวะตลาดปัจจุบัน (อ้างอิงจาก Cafe Invest InnovestX) นั่นหมายความว่าสายการบินต้องแบกต้นทุนนี้แบบ full exposure โดยไม่มีกันชนป้องกัน

ไทยแอร์เอเชีย ไม่ได้เจ็บแค่คนเดียว

สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือนี่ไม่ใช่วิกฤตเฉพาะของไทยแอร์เอเชีย แต่เป็นวิกฤตระดับอุตสาหกรรม

อ้างอิงจาก AirlineGeeks ในประเทศไทยเพียงประเทศเดียว Thai Lion Air ระงับเส้นทางดอนเมือง–โซล ตั้งแต่ 9 พฤษภาคม ถึง 30 กันยายน, Nok Air ระงับเส้นทางเชียงใหม่–อุดรธานี, ไทยแอร์เอเชียระงับหลายเส้นทางรวมถึงสุวรรณภูมิ–นราธิวาส, ดอนเมือง–ซีอาน, ภูเก็ต–เจนไน และภูเก็ต–โคจิ

และไทยแอร์เวย์สก็ได้เลื่อนการเปิดเส้นทางฉางชาออกไปถึงเดือนมิถุนายน และตัดเที่ยวบินจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศในเดือนพฤษภาคม กระทบเที่ยวบินมากกว่า 46 เที่ยวบิน

และล่าสุด ไทยแอร์เอเชีย X ระงับเส้นทางดอนเมือง–เซี่ยงไฮ้ตั้งแต่ 17 เมษายน ถึง 24 ตุลาคม และดอนเมือง–ริยาดตั้งแต่ 14 เมษายน ถึง 30 พฤษภาคม

แต่ทำไมสายการบิน low-cost อย่างไทยแอร์เอเชีย (ซึ่งจดทะเบียนผ่านบริษัทแม่ AAV ใน SET) จึงได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ?

คำตอบคือโครงสร้างธุรกิจ low-cost airline คือการขายตั๋วในราคาต่ำ กำไรต่อที่นั่งบางมาก และต้องอาศัย volume ปริมาณผู้โดยสารสูงในการทำกำไร เมื่อต้นทุนพุ่ง กลไกนี้พังทันที เพราะราคาตั๋วที่ขึ้นได้จำกัด แต่ต้นทุนไม่มีเพดาน แม้สายการบินต่างๆ จะเริ่มขึ้นราคาตั๋วและค่าธรรมเนียมน้ำมัน แต่มาตรการเหล่านี้ก็ชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้เพียงบางส่วนเท่านั้น Nation Thailand

AirAsia X รายงานว่ามีการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมันประมาณ 20% และค่าโดยสารอาจเพิ่มขึ้น 31%–40% เพื่อสะท้อนต้นทุนจริง โดยมีการลดค่าธรรมเนียมสัมภาระลงบางส่วนเพื่อให้ราคารวมยังเข้าถึงได้ Cafe Invest — แต่ในเชิงพฤติกรรมนักท่องเที่ยว ราคาตั๋วที่แพงขึ้น 30–40% ทำให้ดีมานด์หดตัวตาม

ยิ่งกว่านั้น IATA เตือนว่าแม้ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดกลับมาได้ทันที การฟื้นตัวของอุปทานน้ำมันเครื่องบินก็ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน และภาวะขาดแคลนทางกายภาพอาจยืดเยื้อไปถึงไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2569 TimeTrex

โบรกเกอร์มองหุ้น AAV ยังไง?

ถ้าดูภาพรวมจากนักวิเคราะห์ที่ติดตาม AAV อยู่ในปัจจุบัน จะเห็นว่า ราคาหุ้น AAV ณ วันที่ 24 เมษายน 2569 อยู่ที่ 1.09 บาท (ลดลงจาก 1.11 บาท เมื่อวันที่ 21 เม.ย.) โดยมีช่วง 52 สัปดาห์อยู่ระหว่าง 0.95–1.45 บาท และราคาเป้าหมายเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ยังอยู่ที่ 1.208 บาท โดยเป้าสูงสุดอยู่ที่ 1.70 บาท และต่ำสุดอยู่ที่ 0.73 บาท (อ้างอิงจาก Investing.com ล่าสุด) ช่วงกว้างขนาดนี้ยังบอกอะไรบางอย่างชัดเจนมาก นั่นคือ ไม่มีใครมั่นใจ 100% ในทิศทางของหุ้นตัวนี้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงให้ rating แบบ Neutral/Trading กับเป้าที่กระจายตัวกว้างมาก)ข้อมูลนี้สะท้อนความไม่แน่นอนสูงในช่วงนี้ โดยเฉพาะจากปัจจัยต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง + การแข่งขันในสายการบิน LCC ที่ยังรุนแรงต่อเนื่อง

โดยภาพรวม นักวิเคราะห์ 4 รายแนะนำ "ซื้อ" และอีก 1 รายแนะนำ "ขาย" และอีก 5 แนะนำให้ “ถือ” ทำให้ consensus rating อยู่ที่ระดับ HOLD กล่าวคือ ตลาดยังลังเลอยู่กับหุ้นตัวนี้

🔴 ความเห็นฝั่ง Bearish บล.ธนชาต

บล.ธนชาต (24 Mar 2026) คงคำแนะนำ “ขาย” ด้วยราคาเป้าหมาย 0.95 บาท (ลงไซด์ประมาณ 10.5% จากราคา ณ วันที่รายงาน) โดยปรับลดประมาณการกำไรปกติของ AAV ลง 42%/7%/3% ในปี 2569F–2571F สะท้อนสมมติฐานราคา Jet Fuel ที่สูงขึ้นตามผลกระทบจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง (คาดราคาเฉลี่ย US$100/บาร์เรลใน 2569F) เหตุผลหลักที่มองลบชัดเจน ต้นทุนเชื้อเพลิงยังคงเป็นภาระหนัก คิดเป็น 37% ของต้นทุนรวม ในปี 2568 และ AAV ในฐานะ Low-Cost Carrier มี margin บาง จึงส่งต่อต้นทุนให้ผู้โดยสารได้ยาก

การเพิ่ม Capacity ของสายการบินไทย (โดยเฉพาะ Thai AirAsia) ที่คาดจะขยายฝูงบิน 12–16% ในปี 2569F จะทำให้การแข่งขันรุนแรงยิ่งขึ้น จำกัดการขึ้นราคา ส่งผลให้ RASK (รายได้ต่อที่นั่ง-กิโลเมตร) เติบโตได้เพียง 2% YoY ในปี 2569F

นอกจากนี้ บล.ธนชาตยังมองว่า valuation ของ AAV ไม่น่าสนใจ โดยซื้อขายที่ PE 30x/21x ในปี 2569F–2570F สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 17x/12x มาก ขณะที่ ROE ต่ำเพียง 3–5% และยังมี ขาดทุนสะสมคงค้าง 3,000–4,000 ล้านบาท ตลอดปี 2569–2571F

แม้กำไรจะฟื้นตัวเล็กน้อย แต่ปัจจัยต้นทุนสูง + การแข่งขันที่รุนแรง + valuation ที่แพงเกินไป ทำให้บล.ธนชาตยังคงแนะนำ “ขาย” และมอง downside ต่อเนื่อง

🟢 ความเห็นฝั่ง Bullish บล.หยวนต้า

บล.หยวนต้า (25 Feb 2026 ) คงคำแนะนำ “TRADING BUY” ด้วยราคาเหมาะสม 1.35 บาท (ราคาปิด 24 ก.พ. 2569 ที่ 1.37 บาท อัพไซด์ -1.5%) แต่ยังมองบวกต่อการฟื้นตัวของผลประกอบการในปี 2569 โดย AAV รายงานกำไรปกติ 4Q68 ที่ 1,133 ล้านบาท ใกล้เคียงประมาณการตลาด (1,100-1,200 ล้านบาท) ฟื้นตัวเด่นมาก QoQ จากขาดทุนปกติ 1.2 พันล้านบาท ใน 3Q68 ตามฤดูกาล High Season แม้กำไรปกติทั้งปี 2568 จะลดลง 86% YoY เหลือ 430 ล้านบาท บล.หยวนต้าประมาณการกำไรปกติปี 2569 ที่ 688 ล้านบาท (+60% YoY) โดยคาด 1Q69 ยังเติบโต QoQ ต่อเนื่อง และมีโอกาสกลับมาเติบโต YoY จาก การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เริ่มกลับมาเติบโต ต้นทุน Jet Fuel 1QTD ลดลง 7.0% YoY

นอกจากนี้ หากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโต YoY ต่อเนื่อง จะสร้าง upside ให้ประมาณการ (ปัจจุบันสมมติฐานผู้โดยสารทรงตัว YoY และ Average Fare ลดลง 3% YoY) ทำให้มีโอกาสปรับประมาณการและราคาเหมาะสมขึ้นในระยะต่อไป

ราคาหุ้นที่ถูกกดในช่วงนี้ ถือเป็นโอกาสสะสมสำหรับการเก็งกำไรในกลุ่มท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมื่อวิกฤตพลังงานคลี่คลายและราคาน้ำมันลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง จะช่วยหนุนกำไรฟื้นตัวชัดเจนในปี 2569-2570

📌 ราคาปัจจุบัน 1.11 บาท อยู่ต่ำกว่าเป้าเฉลี่ยอยู่ราว 9% แต่ก็สูงกว่าเป้า Bearish อยู่ราว 17% — ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า upside มีอยู่แต่มาพร้อมความเสี่ยงที่ยังไม่คลี่คลาย นักลงทุนที่ถือ AAV อยู่ ควรติดตามงบ Q1/2569 วันที่ 19 พฤษภาคมนี้อย่างใกล้ชิด และจับตาการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันเครื่องบิน Jet A-1 ในตลาดโลก ซึ่งเป็นตัวแปรเดียวที่จะพลิกโฉมภาพนี้ได้เร็วที่สุด

⚠️ ข้อมูลนี้เป็นการรวบรวมมุมมองของนักวิเคราะห์เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำซื้อหรือขายหลักทรัพย์ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save