เวลาพูดถึงบริษัทที่รวยจาก AI หลายคนคงนึกถึง NVIDIA, Microsoft หรือ OpenAI เพราะเราเชื่อว่าคนที่รวยจาก AI ต้องเป็นคนสร้าง AI แต่เมื่อเปิดรายชื่อ 50 มหาเศรษฐีไทย ปี 2026 ของ Forbes กลับเห็นภาพที่แตกต่างออกไป เพราะแทบไม่มีมหาเศรษฐีไทยคนไหนเป็นเจ้าของบริษัท AI หรือแพลตฟอร์มเทคโนโลยีระดับโลกเลย
จากข้อมูล พบว่า มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของไทยยังคงมาจากธุรกิจที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น คุณเฉลิม อยู่วิทยาและครอบครัว จาก Red Bull ที่มีทรัพย์สิน 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.57 ล้านล้านบาท), ตระกูลเจียรวนนท์ จากเครือ CP 36,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.22 ล้านล้านบาท), ตระกูลจิราธิวัฒน์ จากกลุ่มเซ็นทรัล 11,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 390,000 ล้านบาท) หรือ คุณเจริญ สิริวัฒนภักดีและครอบครัว จากไทยเบฟและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 11,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 384,000 ล้านบาท)
สะท้อนว่า ธุรกิจที่ทำให้กลายเป็นมหาเศรษฐีของไทยยังอยู่ในธุรกิจเดิม เช่น ธุรกิจค้าปลีก เครื่องดื่ม พลังงาน เกษตร อสังหาริมทรัพย์ และบริการขนาดใหญ่เป็นหลัก
แต่ๆ ไม่ได้หมายความว่า ธุรกิจเหล่านี้จะไม่สนใจการมาของ AI
เพราะจริงๆ แล้ว AI อาจไม่ได้เข้ามาแทนที่เศรษฐกิจเดิม 100% แต่การมาของ AI กำลังเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์ที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะที่ดิน โรงไฟฟ้า ระบบสาธารณูปโภค นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเติบโตของ Data Center
ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ คุณจรีพร จารุกรสกุล แห่ง WHA Corporation ซึ่งความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น 69% จากประมาณ 740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 24,700 ล้านบาท) เป็น 1.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 41,700 ล้านบาท) หลังความต้องการนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่สำหรับ Data Center เพิ่มขึ้นจากการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
ขณะที่ คุณสารัชถ์ รัตนาวะดี แห่ง GULF มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากที่สุดในเชิงมูลค่า จาก 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 400,500 ล้านบาท) เป็น 17,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 587,400 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นราว 186,900 ล้านบาท แม้การเติบโตของ GULF จะมาจากหลายปัจจัย แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกำลังได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของ AI และ Data Center
นอกจากนี้ชื่อของ คุณกัลกุล ดำรงปิยวุฒิ์ แห่ง GUNKUL และ คุณบัญชา องค์โฆษิต แห่ง KCE ก็กลับเข้าสู่รายชื่อมหาเศรษฐีอีกครั้ง ท่ามกลางความต้องการพลังงานสะอาดและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นตามการลงทุนใน Data Center
สิ่งที่น่าสนใจคือ มหาเศรษฐีหลายรายที่ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น ล้วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ AI ต้องพึ่งพา ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ไฟฟ้า ระบบสาธารณูปโภค หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังได้รับประโยชน์จาก AI ในฐานะ เจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน มากกว่าที่จะเป็น เจ้าของเทคโนโลยี ซึ่งแตกต่างจากสหรัฐฯ หรือจีน ที่ความมั่งคั่งจำนวนมากเกิดจากผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม ซอฟต์แวร์ และทรัพย์สินทางปัญญา
คำถามที่น่าสนใจต่อมาคือ บริษัทที่มีการลงทุนใน AI Infrastructure จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้นักลงทุนในอนาคตหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI จะได้รับประโยชน์เท่ากัน
โดยสิ่งที่นักลงทุนควรถามคือ บริษัทนั้นมีรายได้จากลูกค้ากลุ่มนี้แล้วหรือยัง ต้องลงทุนเพิ่มอีกมากแค่ไหน และรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะเปลี่ยนเป็นกำไรและกระแสเงินสดได้จริงหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่สร้างมูลค่าให้ธุรกิจไม่ใช่คำว่า AI แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนเมกะเทรนด์ให้กลายเป็นผลประกอบการ
ดังนั้น หากวันนี้คุณมีเงินลงทุน 100 ล้านบาท คำถามอาจไม่ใช่ว่า “หุ้น AI ตัวไหนน่าสนใจ” แต่ควรถามว่า “ธุรกิจอะไรที่ AI มีความต้องการทั้งในวันนี้และในอนาคต” ซึ่งจะทำให้เราสามารกแยกออกได้ว่า บริษัทใดมีรายได้จากเทรนด์นี้จริง และบริษัทใดใช้ AI เป็นแค่เรื่องเล่าทางธุรกิจ
สุดท้ายแล้ว การติดตามรายชื่อมหาเศรษฐี อาจไม่ใช่เพื่อดูว่าใครรวยที่สุด แต่เพื่อดูว่า โลกกำลังให้มูลค่ากับสินทรัพย์ประเภทใด และรายชื่อมาหาเศรษฐีไทยจาก Forbes ปีนี้อาจกำลังบอกเราว่า ความมั่งคั่งจาก AI ในบ้านเรา ไม่ได้เกิดจากผู้สร้าง AI เป็นหลัก แต่กำลังเกิดกับผู้ที่เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI เติบโตได้
ถ้า AI คือทองคำของยุคนี้ มหาเศรษฐีไทยหลายคนอาจไม่ได้เป็นคนขุดทอง แต่กำลังเป็นเจ้าของที่ดิน โรงไฟฟ้า และทางด่วนที่ทุกเหมืองจำเป็นต้องใช้ และบางที นั่นอาจเป็นรูปแบบความมั่งคั่งของประเทศไทยในยุคที่ AI รุ่งเรือง
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

AI และ Data Center มาแน่ แต่ทำไมกองทุนที่ ‘แคธี วูด’ ลงทุ...
ท่ามกลางข้อถกเถียงต่อประโยชน์ที่จับต้องได้ของ Data Center ทั้งในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก...

ไม่บริหารเอง แต่ “รวยขึ้น” วิธีจัดการ “ความมั่งคั่ง” แบบต...
หนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในอเมริกา สินทรัพย์โตขึ้นทุกปี โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมานั่ง...

มีเงินหลายล้าน อย่าแค่ “แยกบัญชี” แต่ต้อง “แยกธนาคาร” ด้ว...
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อมูลจากการคาดการณ์ของ LH Bank ที่ออกมาเปิดเผยว่าตอนนี้คนไทยที่มีสินท...

ทำไมเราไม่ควรมอง “ประกัน”เป็น “การลงทุน...
ในการวางแผนการเงินที่ดีต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Wealth Protection (การปกป้องความมั่...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

