เปิดลายแทงเศรษฐกิจที่นโยบายหาเสียงยังไปไม่ถึงจาก HDD สู่พลังงานสะอาด โอกาสใหญ่ที่นักลงทุนต้องจับตา Keytakeaway บทวิเคราะห์ของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่นำเสนอในงาน KKP Year Ahead 2026

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

13 January 2026

บทความนี้สรุป 5 ความจริงของเศรษฐกิจไทยที่นโยบายการเมืองอาจยังไม่ตอบโจทย์ อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่นำเสนอในงาน KKP Year Ahead 2026 (Session: The Elections and After: What Matters Most (not the campaign promises of political parties) เพื่อช่วยให้เข้าใจความท้าทายและทิศทางอนาคตของประเทศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในช่วงต้น ดร.ศุภวุฒิ ได้นำเสนอว่า ประชาชนคาดหวังให้การเลือกตั้งเป็นจุดเปลี่ยนพาเศรษฐกิจไทยออกจากภาวะชะงักงันที่เติบโตต่ำเพียง 1 - 2% ต่อเนื่องหลายปี แต่ในทางปฏิบัติ นโยบายของพรรคการเมืองส่วนใหญ่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อเอาใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มากกว่าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต่ออนาคต ซึ่งเป็นเรื่องยาก ใช้เวลานาน

👉🏻 ประเด็นที่ 1: เรากำลังติดกับดักนโยบาย “เอาใจ” ระยะสั้น แทนการปฏิรูปโครงสร้างที่เจ็บปวด

อุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตของประเทศคือ การที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อ “เอาใจ” ประชาชน มากกว่าที่จะลงมือปฏิรูปโครงสร้างที่ยากลำบากแต่จำเป็นสำหรับอนาคต

การปฏิรูปโครงสร้างเป็นเรื่องยากทางการเมือง เพราะการเปลี่ยนแปลงย่อมกระทบต่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มในเชิงลบ และมักจะหมายถึงการลดอำนาจของรัฐ ทำให้เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง นโยบายเช่นนี้จึงไม่เป็นที่นิยมและไม่เหมาะที่จะนำไปใช้หาเสียง ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่าโมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป สะท้อนผ่านการเติบโตของ GDP เฉลี่ยที่ลดลงจาก 4.02% ในช่วงปี 2004-2013 มาอยู่ที่ 2.61% ในช่วงปี 2014-2025 (คาดการณ์) ซึ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

👉🏻 ประเด็นที่ 2: การค้าระหว่างประเทศของเรากำลังพึ่งพาสองมหาอำนาจที่เป็นคู่ขัดแย้งกันอย่างน่ากังวล

เมื่อพิจารณาข้อมูลการค้าอย่างละเอียด จะเผยให้เห็นการเดินไต่ลวดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อันตราย ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคการเมืองไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร โครงสร้างการค้าระหว่างประเทศของไทยหลังยุคโควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสุดขั้วในสองมิติที่น่ากังวล:

- การส่งออกไปสหรัฐอเมริกา: สัดส่วนการส่งออกทั้งหมดของไทยไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า จาก 10.50% ในปี 2014 คาดว่าจะพุ่งสูงถึง 23.69% ในปี 2025

- การนำเข้าจากจีน: ในทางกลับกัน สัดส่วนการนำเข้าทั้งหมดของไทยจากจีนก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน จาก 16.90% ในปี 2014 คาดว่าจะแตะระดับ 30.80% ในปี 2025

แต่ที่น่ากังวลยิ่งกว่าตัวเลขที่เห็น คือข้อสันนิษฐานที่ว่า การส่งออกไปสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกตินี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพียง การส่งผ่านสินค้า (Transshipment) จากจีนเพื่อเลี่ยงกำแพงภาษี ซึ่งหมายความว่าการพึ่งพาจีนของเรานั้นลึกซึ้งและซ่อนเร้นกว่าที่ตัวเลขนำเข้าแสดงออกมา การผูกติดการส่งออกไว้กับสหรัฐฯ และการนำเข้า (ทั้งทางตรงและทางอ้อม) ไว้กับจีน ทำให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในความเสี่ยงมหาศาลหากความขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจทวีความรุนแรงขึ้น

ขณะที่การค้าภายนอกของเรากำลังเผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน เครื่องยนต์เศรษฐกิจภายในประเทศอย่างภาคเกษตรกรรมกลับกำลังสะดุดด้วยเหตุผลที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

👉🏻 ประเด็นที่ 3: ภาคเกษตรไทยที่เคยเป็นกระดูกสันหลัง กำลังตามหลังคู่แข่ง แม้จะทุ่มเงินอุดหนุนมหาศาล

แม้เราจะมองว่าไทยเป็นมหาอำนาจด้านการเกษตร แต่ข้อมูลกลับชี้ให้เห็นความจริงที่น่ากังวล ในแต่ละปี รัฐบาลทุ่มงบประมาณราว 50,000-100,000 ล้านบาทเพื่ออุดหนุนและพักหนี้ให้เกษตรกร แต่ผลผลิตต่อไร่ของไทยกลับไม่พัฒนาขึ้นเลยตลอด 25 ปีที่ผ่านมา และกำลังถูกคู่แข่งอย่างจีนและเวียดนามทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ

ยิ่งไปกว่านั้น ภาคเกษตรกรรมยังใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างมหาศาล โดยใช้แรงงานถึง 30% ของทั้งประเทศ ใช้ที่ดิน 40% และใช้น้ำถึง 80% แต่กลับสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ GDP ของประเทศได้เพียงราว 8-9% เท่านั้น สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ของภาคเกษตรอย่างจริงจัง

👉🏻 ประเด็นที่ 4: ขุมทรัพย์ใหม่ของไทยอาจไม่ใช่โรงงาน

นอกเหนือจากการผลิตแบบดั้งเดิม ประเทศไทยยังมีโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่น่าประหลาดใจซ่อนอยู่ ซึ่งสามารถเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคตได้

* การแปรรูปอาหาร (Food Processing):

ไทยมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบเหนือจีนในอุตสาหกรรมนี้อย่างชัดเจน เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารสุทธิ ในขณะที่จีนเป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิ กุญแจสำคัญที่จะ "ติดเทอร์โบ" ให้อุตสาหกรรมนี้คือการเปิดเสรีการนำเข้าวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อนำมาแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม

* เศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy):

นิตยสาร Condé Nast Traveller ได้ยกย่องให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอาหารดีที่สุดในโลก ประจำปี 2025 เราสามารถต่อยอดจุดแข็งนี้โดยการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย อาหารอร่อย และการมีสุขภาพดีและอายุยืนยาว (Healthspan)

* เทคโนโลยีเฉพาะทาง (Niche Technology):

หลายคนอาจไม่ทราบว่าในระบบนิเวศของเซมิคอนดักเตอร์และ AI ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในธุรกิจเฉพาะทางอย่าง OSAT (Outsourced Assembly and Test) และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) โดยข้อมูลที่น่าทึ่งคือ 80% ของ HDD ทั่วโลกถูกผลิตและประกอบในประเทศไทย

👉🏻 ประเด็นที่ 5: พลังงานแสงอาทิตย์คือ “เหมืองทองคำ” ที่เรายังไม่ได้ขุด

ประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์มหาศาลที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ศักยภาพทางเทคนิคในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยมีสูงถึง 300 กิกะวัตต์ (GW) แต่ปัจจุบันเรามีกำลังการผลิตติดตั้งเพียง 5.0 GW เท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนาม จะเห็นว่าเวียดนามมีการเติบโตของกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์แบบก้าวกระโดด ในขณะที่ไทยเติบโตอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง

เรื่องนี้กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนทางเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์พร้อมแบตเตอรี่นั้นถูกกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซและถ่านหินแห่งใหม่แล้ว ในขณะเดียวกัน การพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 40% ในปี 2024 เป็น 60% ภายในปี 2035 ซึ่งจะทำให้ประเทศมีความเสี่ยงด้านราคาพลังงานสูงขึ้น

สรุป

อนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำสัญญาที่สวยหรูในช่วงหาเสียง แต่อยู่ที่การเผชิญหน้ากับความจริงอันซับซ้อนเหล่านี้ และความกล้าที่จะคว้าโอกาสใหม่ๆ ที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมองข้ามประเด็นระยะสั้นและหันมาให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโครงสร้างที่แท้จริง

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save