
ถึงเวลาทบทวน “เงินทั้งชีวิต” เมื่อวิกฤติมาถึง ดึงมาใช้อย่างไร? คู่มือใช้ ”เงิน-ลงทุน-ประกัน“ ที่เตรียมไว้ ให้ผ่านวิกฤติไปได้
เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แน่นอนย่อมส่งผลกระทบชิ่งไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้แพงขึ้นตามไปด้วย ภาระค่าใช้จ่ายของเราจึงเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอนว่าวิกฤติครั้งนี้จะลากยาวไปถึงเมื่อไหร่ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการ "เตรียมหาแหล่งสภาพคล่อง" เอาไว้ เพื่อให้รู้ว่าหากถึงคราวจำเป็น เราจะสามารถดึงเงินจากส่วนไหนออกมาใช้ได้อย่างถูกที่และเหมาะสมที่สุด
วันนี้ The Money Trends ชวนมาทบทวนกันดูว่า "เงินทั้งชีวิต" ที่เรามีอยู่ จะสามารถนำมาบริหารจัดการเพื่อพยุงตัวเองให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้อย่างไรบ้าง
1. เงินสดทั้งชีวิต
ขั้นแรก ให้เริ่มสำรวจ "เงินสด" ที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ธนบัตรหรือเหรียญในกระเป๋าเท่านั้น แต่รวมถึงเงินที่ถูกเก็บไว้ในแหล่งที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ไว เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือกองทุนรวมตลาดเงิน
เงินก้อนนี้แม้ว่าจะมีโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม ถือว่าเป็น "เงินสำรองฉุกเฉิน" ได้เสมอ ซึ่งจะเป็นด่านแรกที่คอยกอบกู้สถานการณ์ ในกรณีที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นกะทันหันแต่เรายังไม่สามารถหารายได้เพิ่มได้ทันเวลา การดึงเงินส่วนนี้มาใช้ชดเชยจะช่วยลดแรงกระแทกได้ดีที่สุด
2. ทรัพย์สินทั้งชีวิต
หากเงินสดที่สำรองไว้มีไม่พอ หรือไม่ได้เตรียมเอาไว้เลย ขั้นต่อไปคือการทบทวน "ทรัพย์สินทั้งหมด" ที่มีอยู่ เพื่อประเมินว่าหากถึงจุดที่การเงินตึงตัวสุดขีด เราควรจะนำทรัพย์สินชิ้นไหนออกมาเปลี่ยนเป็นเงินก่อน โดยมีลำดับการพิจารณาดังนี้
• พิจารณาจากความเร่งด่วน
หากจำเป็นต้องใช้เงินด่วนมาก (โดยไม่อยากสร้างหนี้เพิ่ม) ทรัพย์สินที่ควรนำมาใช้ก่อนคือสิ่งที่มีสภาพคล่องสูง ซื้อขายเปลี่ยนมือได้ไว เช่น ทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ หรือโลหะมีค่าต่างๆ เป็นต้น
• พิจารณาจากความจำเป็น
ลองสำรวจดูว่ามีทรัพย์สินอะไรที่เราแทบไม่ได้ใช้งาน หรือหากไม่มีก็ไม่เดือดร้อนกับการใช้ชีวิต ให้นำสิ่งเหล่านั้นมาแปลงเป็นเงินสด เช่น กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา สินค้าไอทีที่ไม่ได้ใช้ ของสะสม (Art Toy, โมเดล) หรือแม้แต่เสื้อผ้าสภาพดี เป็นต้น
3. การลงทุนทั้งชีวิต
ขยับมาดูฝั่งพอร์ตการลงทุนกันบ้าง ปกติแล้วเรามักจะวางแผนการลงทุนไว้หลากหลาย ทั้งระยะสั้นและระยะยาว หากจำเป็นต้องดึงเงินส่วนนี้มาใช้ ควรพิจารณาจาก เป้าหมายที่ไม่เร่งด่วนก่อน เช่น เงินลงทุนสำหรับเป้าหมายเกษียณอายุ (ในกรณีที่คุณยังมีเวลาทำงานอีกหลายปีและสามารถกลับมาปรับแผนใหม่ได้ในภายหลัง)
คำถามต่อมาคือ จะตัดสินใจขายสินทรัพย์ตัวไหนดี? ตัวที่กำไร หรือตัวที่ขาดทุนอยู่?
แนะนำให้พิจารณาจาก "โอกาสเติบโตในอนาคต" เป็นหลัก หากวิเคราะห์แล้วว่าสินทรัพย์ตัวนั้นพื้นฐานเปลี่ยนไป และไม่มีโอกาสกลับมาเติบโตได้อีกแล้ว ก็ควรตัดสินใจตัดขาย หรือ Cut Loss ออกมาเป็นลำดับแรก ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ให้จมทุน
4. ประกันทั้งชีวิต
สำหรับคนที่มีกรมธรรม์ประกันชีวิต หากเกิดภาวะขาดสภาพคล่อง คุณสามารถดึงเงินจากกรมธรรม์มาใช้ได้ผ่านวิธีการ "กู้เงินตามมูลค่าเงินสด" ซึ่งมักจะทำได้กับประกันประเภทสะสมทรัพย์ ประกันแบบตลอดชีพ และประกันบำนาญ
ข้อดี คือ ได้เงินไว ไม่ต้องใช้คนค้ำประกัน และวงเงินกู้จะได้สูงถึงประมาณ 80-90% ของมูลค่าเงินสดที่มี ณ เวลานั้น ที่สำคัญดอกเบี้ยมักจะต่ำกว่าสินเชื่อบุคคลทั่วไป
และในส่วนของการชำระคืน มีความยืดหยุ่นสูง สามารถเลือกชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเมื่อไหร่ก็ได้ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัท)
ท่ามกลางวิกฤติที่ค่าครองชีพพุ่งสูง สิ่งสำคัญคือต้องมี "สติ" ในการใช้จ่ายให้มากๆ หมั่นติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทบทวนสุขภาพทางการเงินของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจและรับมือกับทุกความท้าทายได้อย่างมั่นคงและผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

คนรวยใช้ “ประกันชีวิต” ทำอะไรที่ไม่ใช่แค่ “เป็นทุนไว้ดูแล...
มีบ้านหลายหลัง มีที่ดินหลายแปลง มีธุรกิจมูลค่าหลายสิบล้าน ทำไมยังต้องซื้อประกันชีวิต? ใ...

“สิ่งที่มันไม่เสีย ก็อย่าไปซ่อม” บทเรียนการเงินจากชายผู้ท...
ถ้าอยากเกษียณตั้งแต่ยังอายุน้อยเหมือนอย่าง อเล็กซ์ ไตรแอส (Alex Trias) การวางแผนการเงิ...

“พ่อต่างหากที่มีเงิน! ลูกไม่มีเงิน!” บทเรียนก...
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เบน แอฟเฟล็ก นักแสดงวัย 52 ปี ได้พาลูกชายอายุ 13 ปี ซามูเอล แอฟเฟ...

“อย่าเสียใจในสิ่งที่ตัวเองเลือกแล้ว” 10 ข้อที...
ใคร ๆ ต่างก็ผ่านความรู้สึก รู้อย่างนี้ไม่น่าทำเลย หรือน่าจะรู้เร็วกว่านี้ จะได้ไม่ทำ นี...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
