ถึงเวลาทบทวน “เงินทั้งชีวิต” เมื่อวิกฤติมาถึง ดึงมาใช้อย่างไร? คู่มือใช้ ”เงิน-ลงทุน-ประกัน“ ที่เตรียมไว้ ให้ผ่านวิกฤติไปได้

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

27 March 2026

เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แน่นอนย่อมส่งผลกระทบชิ่งไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้แพงขึ้นตามไปด้วย ภาระค่าใช้จ่ายของเราจึงเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอนว่าวิกฤติครั้งนี้จะลากยาวไปถึงเมื่อไหร่ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการ "เตรียมหาแหล่งสภาพคล่อง" เอาไว้ เพื่อให้รู้ว่าหากถึงคราวจำเป็น เราจะสามารถดึงเงินจากส่วนไหนออกมาใช้ได้อย่างถูกที่และเหมาะสมที่สุด

วันนี้ The Money Trends ชวนมาทบทวนกันดูว่า "เงินทั้งชีวิต" ที่เรามีอยู่ จะสามารถนำมาบริหารจัดการเพื่อพยุงตัวเองให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้อย่างไรบ้าง

1. เงินสดทั้งชีวิต

ขั้นแรก ให้เริ่มสำรวจ "เงินสด" ที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ธนบัตรหรือเหรียญในกระเป๋าเท่านั้น แต่รวมถึงเงินที่ถูกเก็บไว้ในแหล่งที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ไว เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือกองทุนรวมตลาดเงิน

เงินก้อนนี้แม้ว่าจะมีโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม ถือว่าเป็น "เงินสำรองฉุกเฉิน" ได้เสมอ ซึ่งจะเป็นด่านแรกที่คอยกอบกู้สถานการณ์ ในกรณีที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นกะทันหันแต่เรายังไม่สามารถหารายได้เพิ่มได้ทันเวลา การดึงเงินส่วนนี้มาใช้ชดเชยจะช่วยลดแรงกระแทกได้ดีที่สุด

2. ทรัพย์สินทั้งชีวิต

หากเงินสดที่สำรองไว้มีไม่พอ หรือไม่ได้เตรียมเอาไว้เลย ขั้นต่อไปคือการทบทวน "ทรัพย์สินทั้งหมด" ที่มีอยู่ เพื่อประเมินว่าหากถึงจุดที่การเงินตึงตัวสุดขีด เราควรจะนำทรัพย์สินชิ้นไหนออกมาเปลี่ยนเป็นเงินก่อน โดยมีลำดับการพิจารณาดังนี้

• พิจารณาจากความเร่งด่วน

หากจำเป็นต้องใช้เงินด่วนมาก (โดยไม่อยากสร้างหนี้เพิ่ม) ทรัพย์สินที่ควรนำมาใช้ก่อนคือสิ่งที่มีสภาพคล่องสูง ซื้อขายเปลี่ยนมือได้ไว เช่น ทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ หรือโลหะมีค่าต่างๆ เป็นต้น

• พิจารณาจากความจำเป็น

ลองสำรวจดูว่ามีทรัพย์สินอะไรที่เราแทบไม่ได้ใช้งาน หรือหากไม่มีก็ไม่เดือดร้อนกับการใช้ชีวิต ให้นำสิ่งเหล่านั้นมาแปลงเป็นเงินสด เช่น กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา สินค้าไอทีที่ไม่ได้ใช้ ของสะสม (Art Toy, โมเดล) หรือแม้แต่เสื้อผ้าสภาพดี เป็นต้น

3. การลงทุนทั้งชีวิต

ขยับมาดูฝั่งพอร์ตการลงทุนกันบ้าง ปกติแล้วเรามักจะวางแผนการลงทุนไว้หลากหลาย ทั้งระยะสั้นและระยะยาว หากจำเป็นต้องดึงเงินส่วนนี้มาใช้ ควรพิจารณาจาก เป้าหมายที่ไม่เร่งด่วนก่อน เช่น เงินลงทุนสำหรับเป้าหมายเกษียณอายุ (ในกรณีที่คุณยังมีเวลาทำงานอีกหลายปีและสามารถกลับมาปรับแผนใหม่ได้ในภายหลัง)

คำถามต่อมาคือ จะตัดสินใจขายสินทรัพย์ตัวไหนดี? ตัวที่กำไร หรือตัวที่ขาดทุนอยู่?

แนะนำให้พิจารณาจาก "โอกาสเติบโตในอนาคต" เป็นหลัก หากวิเคราะห์แล้วว่าสินทรัพย์ตัวนั้นพื้นฐานเปลี่ยนไป และไม่มีโอกาสกลับมาเติบโตได้อีกแล้ว ก็ควรตัดสินใจตัดขาย หรือ Cut Loss ออกมาเป็นลำดับแรก ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ให้จมทุน

4. ประกันทั้งชีวิต

สำหรับคนที่มีกรมธรรม์ประกันชีวิต หากเกิดภาวะขาดสภาพคล่อง คุณสามารถดึงเงินจากกรมธรรม์มาใช้ได้ผ่านวิธีการ "กู้เงินตามมูลค่าเงินสด" ซึ่งมักจะทำได้กับประกันประเภทสะสมทรัพย์ ประกันแบบตลอดชีพ และประกันบำนาญ

ข้อดี คือ ได้เงินไว ไม่ต้องใช้คนค้ำประกัน และวงเงินกู้จะได้สูงถึงประมาณ 80-90% ของมูลค่าเงินสดที่มี ณ เวลานั้น ที่สำคัญดอกเบี้ยมักจะต่ำกว่าสินเชื่อบุคคลทั่วไป

และในส่วนของการชำระคืน มีความยืดหยุ่นสูง สามารถเลือกชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเมื่อไหร่ก็ได้ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัท)

ท่ามกลางวิกฤติที่ค่าครองชีพพุ่งสูง สิ่งสำคัญคือต้องมี "สติ" ในการใช้จ่ายให้มากๆ หมั่นติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทบทวนสุขภาพทางการเงินของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจและรับมือกับทุกความท้าทายได้อย่างมั่นคงและผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save