เจาะ 5 โอกาสการลงทุนพลิกวิกฤต ‘ทุนไหลออก’ สู่ยุค Digital Asset สิ่งที่น่าจับตามองในยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. 2569 – 2571 ที่นักลงทุนต้องรู้

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

20 January 2026

ความเหนื่อยล้าของตลาดไทยสะท้อนชัดผ่านสถิติที่น่าใจหายที่ว่า 

มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยลดลงถึง -9.9% ต่อปี และที่สำคัญที่สุดคือจำนวนหลักทรัพย์ไทยในดัชนี MSCI ที่ถูกหั่นลงครึ่งหนึ่งจาก 42 ตัวในปี 2565 เหลือเพียง 21 ตัว (ณ พ.ค. 2568) ข้อมูลนี้สะท้อนภาวะ "ทุนไหลออก" (Capital Flight) ของสถาบันระดับโลกอย่างรุนแรง เนื่องจากโครงสร้างตลาดดั้งเดิมเริ่มขาดแรงดึงดูด โดยเฉพาะสัดส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ยังน้อยกว่าคู่แข่ง AI จึงไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็น "Game Changer" ที่ต้องถูกนำมาใช้เพื่อทลายขีดจำกัดเดิมและสร้างโอกาสใหม่

เมื่อวานนี้ (19 มกราคม 2569) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้จัดงานแถลงข่าวแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 โดยย้ำว่า

“ก.ล.ต. มุ่งมั่นขับเคลื่อนตลาดทุนไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมของนักลงทุน และได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปรับตัวเพื่อรองรับความท้าทายใหม่ ๆ และสร้างโอกาสให้ตลาดทุนสามารถตอบสนองต่อความต้องการของทุกภาคส่วนได้อย่างเหมาะสม”

“ในปี 2569-2571 ทิศทางของแผนยุทธศาสตร์ฯ จึงมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนบทบาทของสำนักงานก.ล.ต. ในยุคที่ตลาดทุนได้รับผลกระทบจากพัฒนาการของโลก โดยเฉพาะการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยี และการตอบรับ Crypto Digital Asset (CDA) มากขึ้น รวมถึงพฤติกรรมการลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สนใจสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital asset: DA) และใช้เทคโนโลยี จึงได้มีการเพิ่มน้ำหนักเชิงยุทธศาสตร์ในด้านตลาดทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (leveraging digital & innovation) และด้านศักยภาพองค์กรในการดำเนินตามพันธกิจ (organization transformation) ให้ทันต่อความคาดหวังของ stakeholders โดยนำเทคโนโลยีมา transform การดำเนินพันธกิจของสำนักงาน โดยมีรากฐานในการรักษาความเชื่อมั่นในการดำเนินพันธกิจของสำนักงานและต่อตลาดทุนไทย”

และนี่คือสรุป 5 กลยุทธ์สำคัญที่คุณต้องเข้าใจเพื่อเตรียมรับมือกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่

ประเด็นที่ 1 สัญญาณเตือนจากดัชนีโลกและการปรับพอร์ตสู่ New Economy

ตัวเลขที่นักลงทุนไม่ควรมองข้ามคือจำนวนหลักทรัพย์ของไทยในดัชนี MSCI Asia ex Japan ที่ร่วงลงอย่างน่าตกใจ จาก 42 ตัวในปี 2565 เหลือเพียง 21 ตัวในปี 2568 (ลดลงถึง 44%)

นี่ไม่ใช่เพียงสถิติบนกระดาษ แต่มันคือสัญญาณว่าเงินทุนต่างชาติ ซึ่งมีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึง 53% กำลังมองว่าตลาดหุ้นไทยเริ่มขาดความดึงดูดเนื่องจากโครงสร้างส่วนใหญ่ยังเป็น "Old Economy" แผนยุทธศาสตร์นี้จึงมุ่งเป้าไปที่การดึงดูด New Listing ในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อเพิ่ม "Charm" ให้ตลาดทุนไทยกลับมาแข่งขันในเวทีโลกได้อีกครั้ง

ประเด็นที่ 2 สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังจะกลายเป็นสินทรัพย์กระแสหลัก

ก.ล.ต. กำลังยกระดับบทบาทจาก "ผู้คุมกฎ" (Regulator) สู่การเป็น "ผู้สนับสนุนระบบนิเวศ" (Ecosystem Facilitator) อย่างเต็มตัว โดยมองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยอาจจะมีการเพิ่มสินค้าใหม่ เช่น Bond Connect Platform คือการนำพันธบัตรรัฐบาลมาซื้อขาย, Crypto ETF Crypto , Crypto Futures

ประเด็นที่ต้องจับตาคือการออกเกณฑ์รองรับ Crypto ETF และการส่งเสริม Securities Tokenization เพื่อให้สินทรัพย์ดั้งเดิม เช่น ตราสารหนี้หรือกองทุนรวม สามารถระดมทุนและซื้อขายในรูปแบบโทเคนดิจิทัลได้คล่องตัวขึ้น นอกจากนี้ยังมี Sandbox ที่ทดสอบนวัตกรรมจริงอย่าง TouristDigiPay และระบบนิเวศรองรับการซื้อขายที่ปลอดภัย เพื่อเชื่อมโยงโลกการเงินเดิมเข้ากับโลกดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ

ประเด็นที่ 3 "3Ts" กลยุทธ์ขับเคลื่อนตลาดทุนสู่ความยั่งยืน (Moving Forward with 3Ts)

เลขาธิการ ก.ล.ต. ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์นี้ว่าจะถูกขับเคลื่อนผ่านแนวคิด 3Ts ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

* Tie (เชื่อมโยง): ไม่ใช่แค่เชื่อมตลาดหุ้น แต่คือการเชื่อมไทยเข้ากับเทรนด์ความยั่งยืนโลกผ่าน Transition Finance และการสนับสนุน Carbon Credit เพื่อตอบโจทย์ความคาดหวังของนักลงทุนยุคใหม่
* Trends (ทันโลก): เร่งใช้ AI และ SupTech เพื่อยกระดับการกำกับดูแลให้แม่นยำและรวดเร็วเท่าทันอาชญากรรมไซเบอร์
* Trust (สร้างความเชื่อมั่น): การยกระดับธรรมาภิบาลที่ไม่ได้พึ่งพาแค่เทคโนโลยี แต่เน้นการคุมเข้มคุณภาพ "Gatekeepers" (ผู้สอบบัญชี และที่ปรึกษาทางการเงิน) เพื่อปิดช่องโหว่

ประเด็นที่ 4 การบังคับใช้กฎหมายด้วย AI และ Securities Bureau

จากสถิติปี 2568 ที่มีการบังคับใช้กฎหมายไปแล้วถึง 170 คดี (ผู้กระทำผิด 409 ราย) แสดงถึงความเอาจริงเอาจังที่เพิ่มขึ้น และไฮไลต์สำคัญคือการจัดตั้ง "Securities Bureau" ภายในกลางปี 2569 ซึ่งจะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลหลักประกันหลักทรัพย์ทั้งหมด เพื่อใช้กำหนดวงเงินลงทุนที่เหมาะสม ป้องกันความเสียหายเชิงระบบ (Systemic Damage) และยกระดับมาตรการป้องกัน Scam เชิงรุก (Preventive Anti-scam)

ประเด็นที่ 5 การลงทุนระยะยาวเพื่อสังคมสูงวัยและระบบนิเวศ Thai ESGX

ในวันที่ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ การออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กลายเป็นวาระแห่งชาติ แม้ปัจจุบันจะมีสมาชิก 3 ล้านราย แต่สัดส่วนต่อแรงงานในระบบยังต่ำ ก.ล.ต. จึงเตรียมเข็นโครงการ TISA (Thailand Investment Service Agency) เพื่อออกแบบนวัตกรรมการออมที่เข้าถึงง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบ Thai ESGX และการบูรณาการข้อมูลผ่านระบบ DAP เพื่อเปลี่ยนผ่านจากกองทุน LTF เดิมสู่การลงทุนที่เน้นความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบัน Thai ESG Fund มียอดลงทุนรวมกว่า 82,683 ล้านบาท (ณ ธันวาคม 2568) ซึ่งจะเป็นหัวเจาะสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวให้กับคนรุ่นใหม่

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save