
จัดพอร์ตดักทางรัฐบาลใหม่! เปิดโผหุ้น ‘ซ่อนมูลค่า-รับอานิสงส์’ ไม่ว่าใครจะนั่งเก้าอี้นายกฯ
วันนี้ (พฤหัสบดีที่ 19 มี.ค. 2569) เวลา 10.00 น. รัฐสภาจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยใช้เสียง สส. 500 คน (ไม่มี สว. ร่วมด้วย) ผู้ชนะต้องได้เกิน 250 เสียง ซึ่งนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย (SET Index) ทราบดีว่าความชัดเจนทางการเมือง มักหนุนตลาดให้เกิด “Honeymoon Period” ดันตลาดหุ้นไทยให้พุ่งขึ้นเฉลี่ยราว 3–5% ใน 1–3 เดือนแรก จากความคาดหวังเงินทุนไหลเข้าและการเร่งใช้งบ
สำหรับการโหวตครั้งนี้ มีแคนดิเดต 2 คน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย หัวหน้าพรรคที่ได้เก้าอี้ สส. มากที่สุดในการเลือกตั้งที่ผ่านมา และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน หัวหน้าพรรคที่ได้รับเสียงเป็นอันดับสอง
The Money Trends ได้สรุปออกมาเป็น 2 ฉากทัศน์ทางการเมือง (Scenario) พร้อมกลุ่มหุ้นเด่นจากมุมมองนักวิเคราะห์ เพื่อช่วยนักลงทุนเตรียมรับมือและคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
Scenario A นายกฯ หนู อนุทิน ชาญวีรกูล นำรัฐบาล
Theme การลงทุน: Domestic Play & Quick Win Stimulus
หากแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมาจากพรรคภูมิใจไทย นโยบายจะมุ่งเน้นที่การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทันที (Fiscal Stimulus) ผ่านโครงการประชานิยม การลดค่าครองชีพ และการเร่งผลักดันเมกะโปรเจกต์
นโยบายหลัก “พูดและทำพลัส” ด้วย 4 ภารกิจเร่งด่วน
- แก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก ลดค่าครองชีพผ่านพลังงานและขนส่ง, พักหนี้เกษตรกร/ผู้มีรายได้น้อยไม่เกิน 1 แสนบาท, คนละครึ่งพลัสระยะ 2
- ความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา
- ภัยพิบัติ ระบบเตือนภัยและเยียวยา
- ภัยสังคม ปราบยาเสพติด, สแกม, การพนันออนไลน์
Sector ที่ได้ประโยชน์
- กลุ่มการค้าและการค้าปลีก จากโครงการลักษณะ "คนละครึ่งพลัส" จะกระตุ้นกำลังซื้อโดยตรง
หุ้นเด่น: CPALL, CPAXT, GLOBAL คาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ฟื้นตัวเด่นจากยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่เป็นบวก
- กลุ่มก่อสร้าง การเร่งเบิกจ่ายงบภาครัฐและการผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน
หุ้นเด่น: STECON (ในฐานะ Holding Company ที่มีความยืดหยุ่นสูง) และ CK ซึ่งมีรายการค้างจ่ายรอรับรู้รายได้มหาศาล
- กลุ่มธนาคาร นโยบายพักหนี้และหนุน SME ช่วยลดความเสี่ยงหนี้เสีย (NPL)
หุ้นเด่น: KTB ได้อานิสงส์ผ่านการเป็นช่องทางผ่านเงินรัฐ
⚠️ สิ่งที่อาจได้ผลกระทบจากนโยบาย ความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะที่อาจพุ่งสูงขึ้น กดดันให้ Bond Yield ขยับขึ้น ซึ่งอาจเป็นลบต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าดั้งเดิม (Conventional Power) ที่ต้นทุนการเงินอาจสูงขึ้น
Scenario B หัวหน้าเท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นำรัฐบาล
Theme การลงทุน: Defensive Growth & New Economy
หากพรรคประชาชนเป็นแกนนำ นโยบายจะพุ่งเป้าไปที่การปฏิรูปโครงสร้าง (Structural Reform) ทลายทุนผูกขาด เปิดเสรีทางการตลาด และดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (AI, EV, Semiconductor) ตลาดอาจตอบรับแบบระมัดระวังในระยะสั้น แต่ส่งผลดีต่อศักยภาพการเติบโต (CAGR) ในระยะยาว
พรรคประชาชนเน้น “ไทยไม่เทา เท่ากัน ทันโลก” ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่
- ปราบปรามทุนสีเทาและอาชญากรรมออนไลน์ (Scam) โดยใช้ระบบ Data Bureau ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และยกระดับความโปร่งใสในการกำกับดูแลตลาดทุน
- ฟื้นฟูตลาดทุนไทย ผ่านมาตรการ Tax Individual Account เพื่อทดแทน LTF พร้อมเพิ่มสภาพคล่องในตลาด และผลักดันโครงการ Orange Mega Project เพื่อสนับสนุน SME
- เปิดเสรีด้านพลังงาน ให้ประชาชนสามารถเลือกผู้ให้บริการไฟฟ้าได้ พร้อมส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบ
- สนับสนุน SME ดิจิทัล โดยใช้ AI และนโยบายตลาดเปิดเพื่อแข่งขันกับแพลตฟอร์ม e-commerce ต่างชาติ รวมถึงใช้มาตรการ “หวยใบเสร็จ” เพื่อกระตุ้นการบริโภค
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ ควบคู่กับการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อุปกรณ์การแพทย์ และเซมิคอนดักเตอร์
นโยบายเน้นปฏิรูปโครงสร้างมากกว่าประชานิยมระยะสั้น จึงอาจชะลอ mega project บางโครงการ
Sector ที่ได้ประโยชน์
- นิคมอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี จากนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ (Orange Mega Project) และการดึง FDI แบบเจาะจง
หุ้นเด่น: AMATA, WHA และกลุ่มที่ทำ Digital Infra อย่าง ADVANC
- กลุ่มการป้องกันและการดูแลสุขภาพ ในช่วงที่ตลาดผันผวนจากการรื้อโครงสร้าง หุ้นที่มีการมองเห็นรายได้
(Earnings Visibility) สูงจะหลบภัยได้ดี
หุ้นเด่น: BDMS, BH (รับอานิสงส์จากนโยบายสวัสดิการและการแพทย์)
⚠️ กลุ่มเสี่ยงที่ได้ผลกระทบจากนโยบายคือ กลุ่มพลังงาน (Energy) จากนโยบายพลังงานเสรี (Energy Liberalization) แม้ดีต่อผู้บริโภค แต่อาจกดดันกำไรของกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จากการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น
กลุ่มรับเหมา อาจเกิดการชะลอตัวชั่วคราวจากการตรวจสอบทบทวนสัญญา (Contract Review) ของเมกะโปรเจกต์เดิม
สรุปมุมมองเชิงกลยุทธ์จากนักวิเคราะห์
ภายใต้ภาวะตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอนในระดับสูง แนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตในลักษณะ Barbell Strategy (สัดส่วน 60:40) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยง โดยมีแนวทางดังนี้
- ในกรณีที่ฝั่งของคุณอนุทินมีแนวโน้มได้เปรียบ ควรปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) ในกลุ่ม Domestic Consumption และ Construction ซึ่งคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
- ในกรณีที่ฝั่งพรรคประชาชนมีความได้เปรียบ ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) ในกลุ่ม New Economy, Technology และ Defensive ซึ่งมีแนวโน้มสอดรับกับนโยบายเชิงโครงสร้างและการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจในระยะยาว
👉🏻 สำหรับนักลงทุนระยะสั้น แนะนำให้ติดตามระดับแนวรับสำคัญของดัชนี SET Index บริเวณ 1,300 จุด อย่างใกล้ชิด หากดัชนีปรับตัวหลุดระดับดังกล่าว ควรมีวินัยในการบริหารความเสี่ยงโดยใช้ Stop-loss ที่ระดับ 5–7% เพื่อรักษาสภาพคล่องของพอร์ต และรอประเมินสถานการณ์จนกว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับโครงสร้างและทิศทางของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในระยะถัดไป
Disclaimer: การลงทุนมีความเสี่ยง ข้อมูลนี้อ้างอิงจากการคาดการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจระดับมหภาค นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลบริษัทอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

AI และ Data Center มาแน่ แต่ทำไมกองทุนที่ ‘แคธี วูด’ ลงทุ...
ท่ามกลางข้อถกเถียงต่อประโยชน์ที่จับต้องได้ของ Data Center ทั้งในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก...

ไม่บริหารเอง แต่ “รวยขึ้น” วิธีจัดการ “ความมั่งคั่ง” แบบต...
หนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในอเมริกา สินทรัพย์โตขึ้นทุกปี โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมานั่ง...

มีเงินหลายล้าน อย่าแค่ “แยกบัญชี” แต่ต้อง “แยกธนาคาร” ด้ว...
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อมูลจากการคาดการณ์ของ LH Bank ที่ออกมาเปิดเผยว่าตอนนี้คนไทยที่มีสินท...

ทำไมเราไม่ควรมอง “ประกัน”เป็น “การลงทุน...
ในการวางแผนการเงินที่ดีต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Wealth Protection (การปกป้องความมั่...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
