มนุษย์เงินเดือนจ่ายภาษีสูง 30% กว่า แต่ “คนรวย” จ่ายไม่ถึง 4% เพราะ เขาใช้เทคนิคนี้

มนุษย์เงินเดือนจ่ายภาษีสูง 30% กว่า แต่ “คนรวย” จ่ายไม่ถึง 4% เพราะ เขาใช้เทคนิคนี้

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

21 August 2026


เมื่อคนทั่วไปที่ทำงานรับเงินเดือน ต้องจ่ายภาษีสูงสุดถึง 37% แต่ในทางกลับกัน มหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของโลก กลับจ่ายภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว

ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของ ProPublica เผยให้เห็นว่า มหาเศรษฐี 25 อันดับแรกของอเมริกา มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นรวมกันประมาณ 401 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 13.2 ล้านล้านบาท ระหว่างปี 2014-2018 แต่จ่ายภาษีเงินได้ให้รัฐบาลกลางรวมกันเพียงประมาณ 13.6 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 448,800 ล้านบาทเท่านั้น คิดเป็นอัตราภาษีที่แท้จริงเพียง 3.4%

แม้แต่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ผู้ที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นประมาณ 24.3 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 801,900 ล้านบาทในช่วงปี 2014-2018 แต่จ่ายภาษีไปประมาณ 23.7 ล้านดอลลาร์ หรือราว 782 ล้านบาท คิดเป็นอัตราภาษีที่แท้จริงเพียง 0.1% เท่านั้น

เลยเกิดเป็นคำถามว่า พวกเขาทำได้ยังไง?

คำตอบคือ เขาใช้เทคนิคที่เรียกกันว่า "Buy, Borrow, Die" หรือ "ซื้อ กู้ยืม แล้วก็ตาย" สูตรที่นักกฎหมายด้านภาษีในสหรัฐฯ ใช้อธิบายวิธีที่มหาเศรษฐีสร้างความมั่งคั่งได้มหาศาล โดยแทบไม่ต้องเสียภาษีเลย มีอยู่ 3 ขั้นตอนด้วยกัน

1. "Buy" ซื้อสินทรัพย์ที่มูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

เช่น หุ้นของบริษัทตัวเอง อสังหาริมทรัพย์ หรือธุรกิจ เพราะตามกฎหมายภาษีของสหรัฐฯ กำไรจากสินทรัพย์เหล่านี้จะยังไม่ถือเป็น "รายได้" ที่ต้องเสียภาษี ตราบใดที่ยังไม่ขายออกไป มูลค่าจะพุ่งสูงแค่ไหนก็ไม่มีผลทางภาษี

2. "Borrow" แทนที่จะขายหุ้นเพื่อเอาเงินมาใช้จ่าย

ซึ่งจะต้องเสียภาษีกำไรจากการขายหุ้นสูงถึง 20% มหาเศรษฐีเลือกใช้หุ้นที่ตัวเอง ถืออยู่เป็นหลักประกันไปกู้เงินจากธนาคารแทน เพราะเงินกู้ไม่ถือเป็นรายได้ตามกฎหมาย จึงไม่ต้องเสียภาษีเลยแม้แต่บาทเดียว

ในปี 2021 Tesla รายงานว่า อีลอน มัสก์ นำหุ้นจำนวน 92 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท มาเป็นหลักประกันสำหรับเงินกู้ส่วนตัว โดยที่เขาไม่ต้องเสียภาษีจากมูลค่าทรัพย์สินก้อนนี้เลย

3. "Die" นี่คือกุญแจสำคัญที่สุดของเทคนิคนี้

เพราะเมื่อเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิตลง กฎหมายภาษีสหรัฐฯ จะใช้หลักที่เรียกว่า "การปรับฐานภาษี" หรือ Step-Up in Basis ซึ่งทำให้มูลค่าต้นทุนของสินทรัพย์ถูกคำนวณใหม่ตามราคาตลาด ณ วันที่เสียชีวิต

พูดง่าย ๆ คือ กำไรที่สะสมมาตลอดหลายสิบปีของเจ้าของเดิมอาจ "หายไป" ทั้งหมดทันทีที่เขาเสียชีวิต และทายาทที่รับมรดกนี้ ก็ไม่ต้องเสียภาษีจากกำไรก้อนนั้นเลย ต่อให้สินทรัพย์นั้นจะเติบโตขึ้นมาหลายเท่าตัวก็ตาม แต่อาจยังมีภาษีมรดก ภาษีระดับรัฐ และภาษีจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นหลังวันเสียชีวิต

ตัวเลขที่มหาเศรษฐีจ่ายภาษีในอัตราต่ำกว่า 4% คือกลไกที่ทำให้ความมั่งคั่งของคนกลุ่มบนสุด ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้แทบไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะที่คนทำงานทั่วไป ยังคงต้องแบกภาระภาษีอยู่เหมือนเดิม

แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือเราสามารถเอาแนวคิดนี้ในบางส่วน ไปปรับใช้ในระดับที่เล็กลงได้ เช่น การถือสินทรัพย์ระยะยาวแทนการซื้อมาขายไปบ่อย ๆ หรือการวางแผนมรดกล่วงหน้า ผ่านประกัน เพื่อลดภาระภาษีให้กับคนข้างหลัง

ถ้าวันนี้คุณกำลังคิดว่าการสร้างความมั่งคั่ง คือการหาเงินให้ได้มากที่สุด บางทีคำถามอาจไม่ใช่ว่า "จะหาเงินยังไงให้ได้มากขึ้น" แต่คือ "จะรักษาเงินที่หามาได้ ให้อยู่กับเรานานที่สุดได้ยังไง"

เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่รวยจริงไม่ใช่คนที่หาเงินเก่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจระบบว่าจะบริหารยังไง “ไม่ให้เสียเงิน" โดยที่ไม่จำเป็น

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save