
มนุษย์เงินเดือนจ่ายภาษีสูง 30% กว่า แต่ “คนรวย” จ่ายไม่ถึง 4% เพราะ เขาใช้เทคนิคนี้
เมื่อคนทั่วไปที่ทำงานรับเงินเดือน ต้องจ่ายภาษีสูงสุดถึง 37% แต่ในทางกลับกัน มหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของโลก กลับจ่ายภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว
ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของ ProPublica เผยให้เห็นว่า มหาเศรษฐี 25 อันดับแรกของอเมริกา มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นรวมกันประมาณ 401 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 13.2 ล้านล้านบาท ระหว่างปี 2014-2018 แต่จ่ายภาษีเงินได้ให้รัฐบาลกลางรวมกันเพียงประมาณ 13.6 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 448,800 ล้านบาทเท่านั้น คิดเป็นอัตราภาษีที่แท้จริงเพียง 3.4%
แม้แต่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ผู้ที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นประมาณ 24.3 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 801,900 ล้านบาทในช่วงปี 2014-2018 แต่จ่ายภาษีไปประมาณ 23.7 ล้านดอลลาร์ หรือราว 782 ล้านบาท คิดเป็นอัตราภาษีที่แท้จริงเพียง 0.1% เท่านั้น
เลยเกิดเป็นคำถามว่า พวกเขาทำได้ยังไง?
คำตอบคือ เขาใช้เทคนิคที่เรียกกันว่า "Buy, Borrow, Die" หรือ "ซื้อ กู้ยืม แล้วก็ตาย" สูตรที่นักกฎหมายด้านภาษีในสหรัฐฯ ใช้อธิบายวิธีที่มหาเศรษฐีสร้างความมั่งคั่งได้มหาศาล โดยแทบไม่ต้องเสียภาษีเลย มีอยู่ 3 ขั้นตอนด้วยกัน
1. "Buy" ซื้อสินทรัพย์ที่มูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เช่น หุ้นของบริษัทตัวเอง อสังหาริมทรัพย์ หรือธุรกิจ เพราะตามกฎหมายภาษีของสหรัฐฯ กำไรจากสินทรัพย์เหล่านี้จะยังไม่ถือเป็น "รายได้" ที่ต้องเสียภาษี ตราบใดที่ยังไม่ขายออกไป มูลค่าจะพุ่งสูงแค่ไหนก็ไม่มีผลทางภาษี
2. "Borrow" แทนที่จะขายหุ้นเพื่อเอาเงินมาใช้จ่าย
ซึ่งจะต้องเสียภาษีกำไรจากการขายหุ้นสูงถึง 20% มหาเศรษฐีเลือกใช้หุ้นที่ตัวเอง ถืออยู่เป็นหลักประกันไปกู้เงินจากธนาคารแทน เพราะเงินกู้ไม่ถือเป็นรายได้ตามกฎหมาย จึงไม่ต้องเสียภาษีเลยแม้แต่บาทเดียว
ในปี 2021 Tesla รายงานว่า อีลอน มัสก์ นำหุ้นจำนวน 92 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท มาเป็นหลักประกันสำหรับเงินกู้ส่วนตัว โดยที่เขาไม่ต้องเสียภาษีจากมูลค่าทรัพย์สินก้อนนี้เลย
3. "Die" นี่คือกุญแจสำคัญที่สุดของเทคนิคนี้
เพราะเมื่อเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิตลง กฎหมายภาษีสหรัฐฯ จะใช้หลักที่เรียกว่า "การปรับฐานภาษี" หรือ Step-Up in Basis ซึ่งทำให้มูลค่าต้นทุนของสินทรัพย์ถูกคำนวณใหม่ตามราคาตลาด ณ วันที่เสียชีวิต
พูดง่าย ๆ คือ กำไรที่สะสมมาตลอดหลายสิบปีของเจ้าของเดิมอาจ "หายไป" ทั้งหมดทันทีที่เขาเสียชีวิต และทายาทที่รับมรดกนี้ ก็ไม่ต้องเสียภาษีจากกำไรก้อนนั้นเลย ต่อให้สินทรัพย์นั้นจะเติบโตขึ้นมาหลายเท่าตัวก็ตาม แต่อาจยังมีภาษีมรดก ภาษีระดับรัฐ และภาษีจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นหลังวันเสียชีวิต
ตัวเลขที่มหาเศรษฐีจ่ายภาษีในอัตราต่ำกว่า 4% คือกลไกที่ทำให้ความมั่งคั่งของคนกลุ่มบนสุด ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้แทบไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะที่คนทำงานทั่วไป ยังคงต้องแบกภาระภาษีอยู่เหมือนเดิม
แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือเราสามารถเอาแนวคิดนี้ในบางส่วน ไปปรับใช้ในระดับที่เล็กลงได้ เช่น การถือสินทรัพย์ระยะยาวแทนการซื้อมาขายไปบ่อย ๆ หรือการวางแผนมรดกล่วงหน้า ผ่านประกัน เพื่อลดภาระภาษีให้กับคนข้างหลัง
ถ้าวันนี้คุณกำลังคิดว่าการสร้างความมั่งคั่ง คือการหาเงินให้ได้มากที่สุด บางทีคำถามอาจไม่ใช่ว่า "จะหาเงินยังไงให้ได้มากขึ้น" แต่คือ "จะรักษาเงินที่หามาได้ ให้อยู่กับเรานานที่สุดได้ยังไง"
เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่รวยจริงไม่ใช่คนที่หาเงินเก่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจระบบว่าจะบริหารยังไง “ไม่ให้เสียเงิน" โดยที่ไม่จำเป็น
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

AI และ Data Center มาแน่ แต่ทำไมกองทุนที่ ‘แคธี วูด’ ลงทุ...
ท่ามกลางข้อถกเถียงต่อประโยชน์ที่จับต้องได้ของ Data Center ทั้งในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก...

ไม่บริหารเอง แต่ “รวยขึ้น” วิธีจัดการ “ความมั่งคั่ง” แบบต...
หนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในอเมริกา สินทรัพย์โตขึ้นทุกปี โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมานั่ง...

มีเงินหลายล้าน อย่าแค่ “แยกบัญชี” แต่ต้อง “แยกธนาคาร” ด้ว...
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อมูลจากการคาดการณ์ของ LH Bank ที่ออกมาเปิดเผยว่าตอนนี้คนไทยที่มีสินท...

ทำไมเราไม่ควรมอง “ประกัน”เป็น “การลงทุน...
ในการวางแผนการเงินที่ดีต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Wealth Protection (การปกป้องความมั่...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
